จากรายงานล่าสุดของหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลก ได้แก่ NOAA, IRI และ ECMWF ระบุผลการคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกันว่า โลกมีโอกาสสูงถึงร้อยละ 96-98 ที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 และมีแนวโน้มต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570
แบบจำลองยังชี้ว่า ความรุนแรงของปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งอาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมหากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่เพียงพอ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายสำคัญด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ทั้งการบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ตลอดจนการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล
พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือกรมลดโลกร้อน เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก จัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงเพื่อรับมือภัยแล้ง ลดความสูญเสีย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ รวมถึงเร่งสร้างความรู้และแนวทางการปรับตัวให้กับประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบที่ไทยต้องเฝ้าระวัง
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผลกระทบที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังจากสถานการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นทั้งในด้านปริมาณฝนและอุณหภูมิ
ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมกราคม 2570 หลายพื้นที่ของประเทศมีแนวโน้มได้รับปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ แม้ในช่วงฤดูฝนหลักระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม ประเทศไทยจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ แต่หากเอลนีโญมีความรุนแรงมากขึ้น ปริมาณฝนในฤดูฝนก็มีแนวโน้มลดลงตามไปด้วย
ในช่วงปลายฤดูฝนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจก่อตัวห่างจากชายฝั่งเอเชียมากกว่าปกติ ซึ่งหากพายุเหล่านี้ไม่เคลื่อนเข้าใกล้ประเทศไทย ปริมาณฝนในช่วงปลายฤดูก็จะลดลงเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน พื้นที่ภาคใต้ซึ่งอยู่ในฤดูฝนระหว่างเดือนธันวาคมถึงมกราคม ก็มีแนวโน้มเผชิญภาวะฝนน้อยลงเช่นกัน
สำหรับด้านอุณหภูมิ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย ส่งผลให้อากาศโดยรวมอบอุ่นขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งอาจทำให้ฤดูหนาวของปีนี้ไม่หนาวเย็นเท่าปีที่ผ่านมา
พัฒนาฐานข้อมูลภูมิอากาศ รองรับการวางแผนระยะยาว
ดร.พิรุณ กล่าวว่า เพื่อเป็นแนวทางในการปรับตัวและรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมลดโลกร้อนได้พัฒนาข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศไปจนถึงปี ค.ศ. 2100
ข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมทั้งสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน (SSP2-4.5) และสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (SSP5-8.5) โดยมีความละเอียดระดับ 25 x 25 กิโลเมตร และ 5 x 5 กิโลเมตร ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณฝน อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และความชื้นสัมพัทธ์
ข้อมูลทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปใช้วางแผนรับมือกับน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว ผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการเผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับบริษัท เวเธอร์ นิวส์ อิงค์ พัฒนาชุดข้อมูลความเสี่ยงจากน้ำท่วมในแม่น้ำที่มีความละเอียดสูงถึง 90 เมตร x 90 เมตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2570
เดินหน้าพัฒนา Climate Risk Map ระดับตำบล
ท่ามกลางความแปรปรวนของสภาพอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น กรมลดโลกร้อนมีแผนพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ หรือ Climate Risk Map ที่มีความละเอียดในระดับตำบล ครอบคลุมความเสี่ยงจากภัยต่าง ๆ ได้แก่ น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ
แผนที่ดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2571 และจะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ
เครื่องมือชี้เป้าพื้นที่เสี่ยงและสนับสนุนการบริหารจัดการ
ประโยชน์สำคัญของแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ คือการบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง ทำให้หน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระบุตำแหน่งของชุมชน พื้นที่การเกษตร หรือพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ
ข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการจัดสรรงบประมาณ การวางแผนกำลังคน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติอย่างตรงจุด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวทางจากการตั้งรับไปสู่การป้องกันเชิงรุก
เสริมความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจฐานราก
ในมิติทางเศรษฐกิจ แผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศจะช่วยให้ภาคการเกษตรสามารถวางแผนรับมือกับภัยแล้งและน้ำท่วมได้ดียิ่งขึ้น
เมื่อเกษตรกรและหน่วยงานด้านการเกษตรทราบแนวโน้มและพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า ก็สามารถนำข้อมูลไปใช้ปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก เลือกใช้สายพันธุ์พืชที่เหมาะสม หรือเตรียมแหล่งน้ำสำรองได้อย่างเหมาะสม
การปรับตัวดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร แต่ยังช่วยรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศจากผลกระทบของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
สนับสนุนการผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น
ข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศยังมีบทบาทสำคัญต่อการออกแบบผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในอนาคต
การนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงมาประกอบการตัดสินใจ จะช่วยให้ภาครัฐสามารถหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย และสามารถออกแบบระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบระบายน้ำและถนน ให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ได้ดียิ่งขึ้น
ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน