การแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 กลับมาสร้างเรื่องราวสุดแปลกที่ไม่ค่อยเกิดขึ้น หลังผลการแข่งขันในช่วงคืนวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2026 ต่อเนื่องถึงเช้าวันพุธได้สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอลทั่วโลก
ท่ามกลางความสนใจจากผลเสมอของทีมเคปเวิร์ดที่สามารถหยุดทีมชาติสเปนได้ สองชาติอื่นอย่างอียิปต์และนิวซีแลนด์ก็สร้างเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของตนเองขึ้นเช่นกัน
ทั้งสองทีมต่างยุติการรอคอยอันยาวนานในการทำประตูอีกครั้งในศึกฟุตบอลโลก ซึ่งระยะเวลาการรอคอยนั้นกินเวลาหลายพันวัน
เหตุการณ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า รูปแบบการแข่งขันฟุตบอลโลกใหม่ซึ่งมี 48 ทีมได้เปิดโอกาสให้ทีมจากประเทศที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงได้สร้างเรื่องราวและเซอร์ไพรส์มากขึ้นในเวทีระดับโลก
อาเดรียน นักวิเคราะห์ฟุตบอลจากสปิลแท็ก อินโดนีเซีย เคยกล่าวไว้ว่า รูปแบบใหม่ของฟุตบอลโลกจะเปิดทางให้ชาติที่ไม่ใช่ทีมเต็งมีโอกาสแสดงศักยภาพได้มากขึ้น
“นี่อาจเป็นเพียงการชะลอจุดไคลแม็กซ์เท่านั้น แต่ก็ทำให้ทัวร์นาเมนต์น่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะมีหลายประเทศได้เข้าร่วมมากกว่าเดิม” อาเดรียนกล่าวในพอดแคสต์ ซูเปอร์แท็กติก ที่สำนักงานทริบูน นิวส์ โซโล เมืองการังอันยาร์ จังหวัดชวากลาง
คำพูดดังกล่าวเริ่มเห็นผลชัดในแมตช์เดย์ที่ห้า เมื่อหลายทีมที่ไม่ถูกยกให้เป็นตัวเต็งสามารถต่อกรกับทีมใหญ่ได้อย่างสูสี
หนึ่งในเรื่องราวสุดพิเศษเกิดขึ้นที่เมืองซีแอตเทิล เมื่อทีมชาติอียิปต์เสมอกับทีมชาติเบลเยียม 1-1 ในเกมเปิดสนามกลุ่มจี
“ฟาโรห์” เกือบจะคว้าชัยชนะครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกของพวกเขาได้สำเร็จ
อียิปต์ขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 19 จากผลงานของเอมาม อาชูร์ มิดฟิลด์จากสโมสรอัลอาห์ลี ประเทศอียิปต์
ประตูนี้เกิดจากการทำชิ่งอย่างยอดเยี่ยมที่เริ่มโดยโมฮาเหม็ด ซาลาห์ ก่อนที่อาชูร์จะซัดเรียดลอดมือธิโบต์ กูร์กตัวส์ เข้าประตู
ลูกยิงนี้ถือเป็นประตูแรกของอียิปต์ในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่โมฮาเหม็ด ซาลาห์ยิงใส่ซาอุดีอาระเบียในฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย
นั่นหมายความว่าอียิปต์ต้องรอถึง 2,912 วัน หรือราว 8 ปีเต็ม กว่าจะกลับมาทำประตูในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกได้อีกครั้ง
ทั้งนี้ อียิปต์พลาดโอกาสไปเล่นฟุตบอลโลก 2022 หลังไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกได้
การกลับมาสู่เวทีฟุตบอลโลกในปีนี้จึงเป็นการสิ้นสุดความแห้งแล้งเรื่องทำประตูของพวกเขา
แม้ท้ายที่สุดเบลเยียมจะตีเสมอได้จากจังหวะทำเข้าประตูตัวเองของโมฮาเหม็ด ฮานี หลังโดนโรมาลู ลูกากู กดดัน แต่ผลเสมอนี้ยังคงมีความหมายยิ่งใหญ่สำหรับอียิปต์
นอกจากจะยุติการรอคอยประตู พวกเขายังคว้าแต้มแรกในฟุตบอลโลกได้ในรอบ 36 ปีอีกด้วย
เรื่องราวคล้ายกันเกิดขึ้นที่สนามลอสแอนเจลิส สเตเดียม ในเกมที่นิวซีแลนด์พบกับอิหร่าน
นิวซีแลนด์ออกนำถึงสองครั้งก่อนที่เกมจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2
เอลิยาห์ จัสต์ คือฮีโร่ของ “ออลไวท์ส” หลังยิงคนเดียวสองประตูในนาทีที่ 7 และ 54
ประตูแรกของจัสต์มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง
เพราะนั่นคือประตูแรกของนิวซีแลนด์ในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่เชน สมิลต์ซ ยิงใส่อิตาลีในเกมเสมอ 1-1 ฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง นิวซีแลนด์ต้องรอถึง 5,839 วัน หรือเกือบ 16 ปี กว่าจะได้สัมผัสรสชาติของการทำประตูในฟุตบอลโลกอีกครั้ง ตามรายงานจากเว็บไซต์ของฟีฟ่า
แม้พวกเขาจะไม่สามารถรักษาความได้เปรียบไว้ได้ แต่ผลเสมอกับอิหร่านก็ช่วยต่อยอดสถิติน่าสนใจของทีม
หลังจากแพ้ในสามนัดแรกของฟุตบอลโลกปี 1982 โดยเสียไปถึง 12 ประตู นิวซีแลนด์ไม่แพ้ใครในสี่เกมหลังสุดของฟุตบอลโลก ทุกนัดจบลงด้วยผลเสมอ ได้แก่ 1-1 กับสโลวาเกียและอิตาลี, 0-0 กับปารากวัยในปี 2010 และเสมออิหร่าน 2-2 ในปี 2026
วันแข่งขันที่ห้าของฟุตบอลโลก 2026 ยังเต็มไปด้วยผลการแข่งขันที่เหนือความคาดหมาย
ทีมชาติเคปเวิร์ดซึ่งลงเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก สามารถยันเสมอทีมเต็งแชมป์อย่างสเปนได้แบบไร้สกอร์ 0-0
โวซินญา ผู้รักษาประตูวัย 40 ปี กลายเป็นฮีโร่ของทีมหลังป้องกันจังหวะสำคัญของ “ลา โรฆา” ได้หลายครั้ง
ผลนี้สร้างความประหลาดใจอย่างมาก เนื่องจากอาเดรียนเคยจัดให้สเปนเป็นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์ของฟุตบอลโลก 2026
“สเปนถือเป็นหนึ่งในทีมที่มีศักยภาพมากที่สุดในการลุ้นแชมป์ในครั้งนี้” อาเดรียนกล่าว
เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า เหล่านักเตะดาวรุ่งอย่างลาเมน ยามาล และนิโก วิลเลียมส์ คือพลังสำคัญของทีมชาติสเปน ทว่าการลงสนามของยามาลในฐานะตัวสำรองก็ไม่อาจเจาะแนวรับที่แข็งแกร่งของเคปเวิร์ดได้
ในอีกคู่หนึ่ง ซาอุดีอาระเบียก็ทำให้ทีมอุรุกวัยต้องหัวเสีย หลังบังคับให้เสมอ 1-1
สี่เกมที่จบลงด้วยผลเสมอในวันเดียวกันถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดยครั้งสุดท้ายที่เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ต้องย้อนกลับไปถึงฟุตบอลโลกปี 1958 หรือกว่า 68 ปีก่อน
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ผลเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากทีมที่ไม่ถูกคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดี
อียิปต์เสมอเบลเยียม, นิวซีแลนด์เสมออิหร่าน, ซาอุดีอาระเบียแบ่งแต้มกับอุรุกวัย และเคปเวิร์ดหยุดสเปนได้สำเร็จ
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เป็นของแค่ประเทศมหาอำนาจลูกหนังอีกต่อไป
ด้วยรูปแบบใหม่ที่มีผู้เข้าร่วม 48 ทีม ทำให้มีพื้นที่สำหรับทีมจากทั่วโลกได้สร้างประวัติศาสตร์และมอบความประหลาดใจให้แฟนบอลมากยิ่งขึ้น
(เรียบเรียงโดย ติโอ)