อย่าพลาดทุกช่วงเวลาของฟุตบอลโลก
คาฟู ตำนานทีมชาติบราซิล อธิบายถึงสิ่งที่ทำให้ ลิโอเนล เมสซี, ดีเอโก มาราโดนา และ เปเล่ กลายเป็นบุคคลระดับตำนาน พร้อมทั้งเสนอชื่อที่สี่เข้ามาในวงสนทนาเกี่ยวกับผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (GOAT)
คาฟู อดีตกัปตันทีมชาติบราซิล ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนิรันดร์ของวงการฟุตบอลว่าด้วยเรื่องใครคือผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยเขาได้กล่าวถึงคุณลักษณะเฉพาะที่ทำให้ผู้เล่นระดับสูงแตกต่างจากคนอื่นๆ แม้รายชื่อส่วนใหญ่จะมาจากอาร์เจนตินาและบราซิล แต่แบ็กขวาระดับตำนานรายนี้ยืนยันว่ามีผู้เล่นอีกคนที่สมควรถูกพูดถึงในระดับเดียวกับ เมสซี, มาราโดนา และ เปเล่
เสาหลักทั้งสี่ของประวัติศาสตร์ฟุตบอล
ในมุมมองของคาฟู การถกเถียงเรื่องนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลไม่ควรถูกจำกัดไว้เพียงสามคน เขายืนกรานว่าควรเพิ่มชื่อซูเปอร์สตาร์ชาวบราซิลอีกคนร่วมกับ เปเล่, มาราโดนา และ เมสซี สำหรับอดีตแบ็กขวาของ เอซี มิลาน และ โรม่า ผู้เล่นเหล่านี้คือศิลปินของเกมฟุตบอล ที่ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่ตัวเลขหรือสถิติ แต่สร้างความบันเทิงอย่างแท้จริง
คาฟูกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อ El Mundo ว่า “พวกเขาคือผู้เล่นที่สร้างประวัติศาสตร์ ทิ้งร่องรอยไว้ และคว้าแชมป์โลกมาได้ พวกเขาเล่นฟุตบอลด้วยความง่ายดายอย่างน่าเหลือเชื่อ เล่นกับลูกบอลโดยไม่ต้องออกแรงมาก ไม่ต้องฝืนเลี้ยง ไม่ต้องฝืนยิง หรือฝืนทำประตู มันสวยงามมากเวลามองพวกเขาเล่น”
“ผมรักศิลปะของฟุตบอล และมาราโดนา คือศิลปะของฟุตบอล เมสซี คือศิลปะของฟุตบอล เปเล่ คือศิลปะของฟุตบอล และ โรนัลดินโญ ก็เช่นกัน ดังนั้นเมื่อผมเห็นผู้เล่นที่สามารถทำสิ่งที่แตกต่างออกไป ทำให้สายตาของเราสว่างไสว ผมรู้สึกสนุกมากจริงๆ”
เมื่อถูกถามว่า โรนัลดินโญ สมควรถูกจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับ เมสซี, มาราโดนา และ เปเล่ หรือไม่ คาฟูตอบอย่างมั่นใจว่า “มันมีอยู่สี่คน (GOAT) ผมจัดพวกเขาทั้งสี่ไว้ในระดับเดียวกัน สี่ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ สองคนเป็นชาวบราซิล สองคนเป็นชาวอาร์เจนตินา จากยุคที่ผมดูฟุตบอลมา ผู้เล่นทั้งสี่คนนี้สร้างความแตกต่างในเกมได้อย่างแท้จริง และยังทำได้จนถึงปัจจุบัน”
เคล็ดลับเบื้องหลังความยิ่งใหญ่
แม้ทักษะทางเทคนิคจะเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวังจากผู้เล่นระดับนี้อยู่แล้ว คาฟูเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้พวกเขาอยู่บนจุดสูงสุดได้ยาวนานคือสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง เขากล่าวว่า แม้จะถูกกองหลังเล่นงานทางกายภาพอยู่บ่อยครั้ง แต่ผู้เล่นทั้งสี่ยังคงรักษาความสงบและบุคลิกในสนามได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่กำหนดยุคของพวกเขา
“มันคือบุคลิกครับ” คาฟูกล่าว “ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่รวมถึงบุคลิก วิธีการเล่น และท่าทีเวลาลงสนาม เราไม่เคยเห็น เมสซี, โรนัลดินโญ, เปเล่ หรือ มาราโดนา ทะเลาะกับใครในสนาม เราเห็นแต่พวกเขาเล่นฟุตบอล พวกเขาถูกเตะล้ม ก็ลุกขึ้นแล้วยิ้มต่อ และเล่นต่อไป พวกเขาทำให้อีกฝ่ายอับอายด้วยการเลี้ยงหลบและยิงประตู นั่นแหละคือสิ่งที่เราชอบดู”
อันเชล็อตติ กับอิทธิพลต่อทีมชาติบราซิล
นอกจากการพูดถึงผู้เล่นระดับตำนาน คาฟูยังกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของทีมชาติบราซิลภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ อดีตกองหลังผู้เคยร่วมงานกับกุนซือชาวอิตาเลียนที่ เอซี มิลาน เป็นเวลา 5 ปี เชื่อว่า ตอนนี้ผู้จัดการทีมคือดาวเด่นที่สุดของทีมชาติ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แตกต่างจากวัฒนธรรมฟุตบอลบราซิลในอดีต
“อันเชล็อตติมีทุกอย่างที่จำเป็นในการปรับสมดุลและพัฒนารูปแบบการเล่นของทีมชาติบราซิล” คาฟูกล่าว “ปัญหาเดียวของเขาในบราซิลคือเรื่องเวลา เขายังมีเวลาไม่มากพอที่จะทำให้ผู้เล่นเข้าใจสิ่งที่เขาต้องการในสนาม อันเชล็อตติให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมในแต่ละวัน เป็นเรื่องของการทำซ้ำๆ เพื่อให้ผู้เล่นซึมซับแนวทางยุทธวิธีที่เขาต้องการจะสื่อ”
“นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีโค้ชซึ่งถูกพูดถึงมากกว่านักเตะ คุณจะเห็นได้ถึงความสำคัญมหาศาลที่อันเชล็อตติมีต่อทีมชาติบราซิลในวันนี้”
“ผมคิดว่าเขาจะทำได้ดีมากกับทีมชาติบราซิล เพราะเขามีทั้งความสามารถและความชำนาญ”
ความท้าทายของมรดกเนย์มาร์
แม้จะยกย่องเหล่ายอดนักเตะในอดีต คาฟูก็ได้พูดถึงสถานะของ เนย์มาร์ ในวงการฟุตบอลอย่างตรงไปตรงมา เขายอมรับว่ากองหน้าจากซานโตสรายนี้เป็น “อัจฉริยะ” แต่ตั้งคำถามว่าเจ้าตัวเข้าใจถึงความหมายและคุณค่าของการคว้าแชมป์โลกหรือยัง เมื่อเทียบกับตำนานอย่างที่ได้กล่าวถึงก่อนหน้านี้
“เนย์มาร์เป็นอัจฉริยะ เป็นพรสวรรค์ เป็นเด็กทองคำที่สามารถดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้มากกว่านี้ เพราะเขามีทั้งคุณภาพและความสามารถ เพียงแค่ต้องมีความตั้งใจ” คาฟูกล่าว “ถ้าเขายอมสละบางสิ่ง ถ้าเขาตั้งใจฝึกซ้อม ถ้าเขาทุ่มเทมากกว่านี้... ถ้าเขาเข้าใจว่าการเป็นแชมป์โลกมีความหมายแค่ไหน เรื่องราวคงจะต่างออกไป”
“มันต่างจากการเป็นแชมป์ โกปา ลิเบอร์ตาดอเรส หรือตัวแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก การเป็นแชมป์โลกต่างออกไป เพราะคุณสามารถพูดได้เต็มปากว่า ‘ผมคือแชมป์โลก’”
“เมื่อคุณเป็นแชมป์โลก คุณไม่ได้เป็นตัวแทนของสโมสร แต่เป็นตัวแทนของประเทศ เป็นตัวแทนของชาติ ซึ่งผมคิดว่าเนย์มาร์ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า การเป็นแชมป์โลกนั้นสำคัญเพียงใด มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีสิทธิ์พูดได้ว่า ‘ผมคือแชมป์โลก’ และมันเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง”
อาร์เจนตินาจะไปได้ไกลแค่ไหนในฟุตบอลโลก?