สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า สหพันธ์ฟุตบอลแอลจีเรียได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) โดยระบุว่ามี “ความไม่เป็นธรรมในการตัดสิน” ในเกมเปิดสนามของศึกฟุตบอลโลก ฟีฟ่า เวิลด์คัพ ที่พวกเขาพ่ายต่อทีมชาติอาร์เจนตินา
ข้อร้องเรียนดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่เหตุการณ์ในนาทีที่ 30 ของการแข่งขันเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งกัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ลิโอเนล เมสซี่ เข้าปะทะใส่กองหลังแอลจีเรีย ไอซา มานดี จากด้านหลังด้วยจังหวะเปิดปุ่มสตั๊ดเข้าที่น่อง แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ชักใบเหลืองหรือใบแดงใด ๆ
ก่อนหน้านั้น เมสซี่ได้ยิงให้อาร์เจนตินาขึ้นนำไปแล้ว และต่อมาเขายังสามารถทำแฮตทริกได้สำเร็จ ขณะที่แฟนบอลแอลจีเรียเรียกร้องให้ผู้ตัดสินไล่เมสซี่ออกจากสนามหลังจากจังหวะปะทะกับมานดี แต่ไม่มีการลงโทษเกิดขึ้นและเมสซี่ยังคงอยู่ในสนามจนจบเกม
แหล่งข่าวจากสหพันธ์ฟุตบอลแอลจีเรียให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า “การร้องเรียนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่จังหวะเข้าปะทะของเมสซี่ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่าสมควรเป็นใบแดง”
แหล่งข่าวยังระบุเพิ่มเติมว่า “นอกจากนี้ยังมีสองเหตุการณ์ที่ผู้เล่นใช้นิ้วศอกใส่คู่แข่ง ซึ่งทั้งสองจังหวะควรจะถูกไล่ออกเช่นกัน”
“เราไม่ได้กล่าวว่าทีมชาติอาร์เจนตินาไม่แข็งแกร่ง แต่เราไม่อาจนิ่งเฉยต่อความไม่เป็นธรรมได้” แหล่งข่าวกล่าวเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่า “มีทั้งหมดสามเหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนมาก แต่ VAR กลับไม่เข้ามาตรวจสอบ”
จากการทำแฮตทริกในเกมนี้ ทำให้เมสซี่ทำประตูรวมในฟุตบอลโลกเท่ากับมีโรสลาฟ โคลเซ่ ที่จำนวน 16 ประตู ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดร่วมในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก
สำหรับโปรแกรมต่อไป ทีมชาติแอลจีเรียจะลงสนามพบกับจอร์แดนในเกมรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเจ นัดที่สองในวันจันทร์ ก่อนจะเผชิญหน้ากับออสเตรียในวันที่ 27 มิถุนายน ขณะที่ทีมชาติอาร์เจนตินาจะลงเล่นกับออสเตรียที่เมืองดัลลัสในวันเดียวกัน
แอลจีเรียตั้งเป้าที่จะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ของฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ หลังจากที่เคยเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในปี 2014 ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนี ซึ่งเป็นแชมป์ในปีนั้น หลังการต่อเวลาพิเศษ