สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย งานด้านกฎหมายซึ่งทรงมีความเชี่ยวชาญ และการเสด็จแทนพระองค์เพื่อสนองพระเดชพระคุณอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนทรงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของมูลนิธิและโครงการในพระอุปถัมภ์ อันสะท้อนถึงพระปณิธานในการคุ้มครองผู้ด้อยโอกาส ดูแลสวัสดิภาพสัตว์ และสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาคุณภาพชีวิตกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
นอกเหนือจากพระราชกรณียกิจนานัปการ พระองค์ยังทรงมีพระจริยวัตรอันเรียบง่ายในการเสด็จเยือนผืนป่าและแหล่งธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย ทรงแสดงพระเมตตาและความห่วงใยต่อระบบนิเวศ พร้อมทรงติดตามและสนับสนุนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อให้ผืนป่า แหล่งน้ำ และความหลากหลายทางชีวภาพยังคงความอุดมสมบูรณ์ จึงอยากเชิญชวนทุกคนตามรอยพระจริยวัตรผ่านเรื่องราวและภาพแห่งความทรงจำที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้เผยแพร่ไว้จากการเสด็จเยือนผืนป่าไทย 5 แห่ง

เริ่มที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและภูมิประเทศที่หลากหลาย ทั้งทุ่งหญ้า ป่าสนเขา ป่าดิบ น้ำตก และหน้าผาชมทิวทัศน์อันงดงาม มีกิจกรรมเดินป่าซึ่งเป็นไฮไลต์สำคัญของการมาเยือนภูกระดึง อีกหนึ่งประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวต่างเฝ้ารอคือการได้สัมผัสบรรยากาศพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกท่ามกลางธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณ “ผาหล่มสัก” จุดชมวิวที่มีชื่อเสียงที่สุดของภูกระดึง และ “ผานกแอ่น” จุดชมพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า ที่นักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมทะเลหมอกและสายลมหนาวอันสดชื่น บริเวณสูงสุดของอุทยานอยู่ที่คอกเมย ส่งผลให้ภูกระดึงมีสภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี

ภูกระดึงยังเป็นสถานที่แห่งความทรงจำอันเปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ ซึ่งได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนยอดภูกระดึงถึง 2 ครั้ง การเสด็จพระราชดำเนินครั้งแรก เมื่อวันที่ 19–20 ธันวาคม พ.ศ. 2537 พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนภูกระดึงเป็นครั้งแรก และทรงปลูก “ต้นสนสามพันปี” ไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความผูกพัน ปัจจุบัน ต้นสนทรงปลูกได้หยั่งรากลึกและเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ มีความสูง 6.90 เมตร และมีขนาดรอบลำต้น 66 เซนติเมตร

ต่อมาในการเสด็จพระราชดำเนินครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 30–31 มกราคม พ.ศ. 2553 ความปลาบปลื้มได้หวนกลับคืนสู่ชาวภูกระดึงอีกครั้ง พระองค์ทรงทอดพระเนตรนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติ และทรงเยี่ยมชมจุดชมวิวสำคัญบนยอดภู ได้แก่ ผาหมากดูก ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย ผาแดง ผาหล่มสัก และผานกแอ่น พร้อมทั้งทรงปลูก “ต้นก่วมแดง” หรือเมเปิล ซึ่งปัจจุบันได้เติบโตอย่างงดงาม มีความสูง 7.90 เมตร และมีขนาดรอบลำต้น 57 เซนติเมตร
ต้นไม้ทรงปลูกทั้งสองต้นมิได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของผืนป่าภูกระดึงที่เจริญเติบโตเคียงคู่ธรรมชาติ หากยังเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่มีชีวิต อันสะท้อนถึงพระเมตตา ความห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติ และพระปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ทุ่งดอกไม้ป่า ณ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเองบนลานหินทราย อันเกิดจากสภาพแวดล้อมที่มีความแห้งแล้งสลับกับความชุ่มชื้น จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชทนแล้งนานาชนิด บริเวณน้ำตกสร้อยสวรรค์ ซึ่งมีความงดงามโดดเด่นจนได้รับการยกย่องให้เป็นทุ่งดอกไม้ป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์เพื่อทอดพระเนตรทุ่งดอกไม้ป่า ณ บริเวณน้ำตกสร้อยสวรรค์ อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี

อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ครอบคลุมพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และอำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี หนึ่งในผืนป่าอนุรักษ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้วยความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิดมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ จึงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับผู้รักธรรมชาติ ทั้งการชมสัตว์ป่า ตั้งแคมป์ เดินป่า และสัมผัสความงดงามของทะเลหมอกตามจุดชมวิวต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกขนาดกลางและถ้ำธรรมชาติที่ช่วยเติมเสน่ห์ให้กับผืนป่าแห่งนี้

ย้อนกลับไปเมื่อวันอังคารที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2561 ภาพแห่งความประทับใจยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและนักอนุรักษ์ เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ณ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี โดยทรงร่วมสร้างแหล่งอาหารและแหล่งน้ำสำหรับช้างป่าและสัตว์ป่าด้วยพระองค์เอง สะท้อนให้เห็นถึงพระเมตตาและพระปณิธานอันแน่วแน่ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศของประเทศไทย

อุทยานแห่งชาติภูเรือ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอภูเรือและอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย โดยมีอาณาเขตด้านทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ประกอบด้วยภูเขาหินทรายและหินแกรนิตที่ทอดตัวต่อเนื่องกันอย่างงดงาม อีกทั้งยังเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิ หมี เก้ง หมาใน ไก่ฟ้าพญาลอ และเต่าปูลู มีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี และได้รับการยกย่องว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในช่วงฤดูหนาว น้ำค้างบนยอดหญ้าจะจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกว่า แม่คะนิ้ง ขณะที่บริเวณผาโหล่นน้อยถือเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอุทยาน

ขณะเสด็จเยือนอช.ภูเรือ
ในระหว่างวันที่ 9–11 มกราคม พ.ศ. 2558 นับเป็นช่วงเวลาอันเป็นมหามงคล เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ประทับแรม ณ อุทยานแห่งชาติภูเรือ จังหวัดเลย ในการนี้ พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินขึ้นสู่ยอดภูเรือ เพื่อทอดพระเนตรความงดงามของพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอก ณ จุดชมวิวผาโหล่นน้อย รวมทั้งบริเวณจุดสูงสุดของอุทยานแห่งชาติภูเรือ พระองค์ยังได้ทรงปลูกต้นพะยูงและต้นสนสามใบ ซึ่งนับเป็นภาพแห่งความประทับใจและสะท้อนถึงพระปรีชาสามารถด้านการอนุรักษ์และทรงเห็นคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติของไทย
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก โดยบริเวณยอดภูสอยดาว ซึ่งเป็นจุดหมายสำคัญทางการท่องเที่ยว ตั้งอยู่ในอำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ พื้นที่แห่งนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าธรรมชาติ และเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของภูมิภาค

ภูสอยดาวโดดเด่นด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอันงดงาม ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกภูสอยดาว น้ำตกขนาด 5 ชั้นที่มีสายน้ำไหลตลอดทั้งปี น้ำตกสายทิพย์ น้ำตก 7 ชั้นที่ซ่อนตัวท่ามกลางผืนป่า รวมถึงทุ่งดอกไม้บนลานสน ซึ่งผลิบานสร้างสีสันอย่างงดงามในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว นอกจากนี้ บริเวณยอดภูสอยดาวยังเป็นที่ตั้งของหลักเขตแดนไทย–ลาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบ่งเขตแดนระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

นับเป็นช่วงเวลาอันน่าปลาบปลื้ม เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ ณ อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว ระหว่างวันที่ 14–16 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เพื่อทรงศึกษาธรรมชาติและทอดพระเนตรความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า
น้อมสำนึกในพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้. ที่มาภาพ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
