
กระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยและอาเซียนกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อเทคโนโลยี AI และบริการคลาวด์เร่งความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ประเทศในภูมิภาคแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านพลังงาน พื้นที่ลงทุนและมาตรการส่งเสริมการลงทุนขณะที่ไทยกำลังเดินหน้าปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านทรัพยากรและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

ดาต้าเซ็นเตอร์ขอส่งเสริม1.7 ล้านล้าน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2567 ถึงเดือนมีนาคม 2569 มีโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) รวม 54 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,716,897 ล้านบาท โดยมีนักลงทุน หลักจากสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และผู้ประกอบการไทยบางส่วน
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวสร้างแรงกดดันต่อระบบไฟฟ้าไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกิจการที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก กระทรวงพลังงานจึงเตรียมกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ “ประเภทที่ 9” สำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและลดภาระต่อระบบไฟฟ้าของประเทศ
BOI รื้อเกณฑ์ใหม่ปรับเกมลงทุน–พลังงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บอร์ด)บีโอไอได้สั่งการให้บีโอไอ ไปทบทวนยุทธศาสตร์เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากการเดินหน้าดึงดูดการลงทุนเรื่องดังกล่าวมีทั้งมุมบวกและลบ ในมุมบวกดาต้าเซ็นเตอร์ คือฐานรากของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น AI และ Cloud Service ทำให้คนไทยได้ใช้บริการข้อมูลที่เร็วและถูกลง แต่ในมุมกลับกันอุตสาหกรรมนี้ใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคประชาชนได้
เพื่อแก้ปัญหาการแย่งทรัพยากร รัฐบาลมีแนวทางที่จะไม่ให้ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ มาดึงไฟฟ้าหรือน้ำจากระบบปกติที่ประชาชนใช้ แต่จะส่งเสริมยุทธศาสตร์ใหม่ เช่น อาจมีการเปิดช่องให้ผู้ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์สามารถร่วมลงทุนในพลังงานสะอาดด้วยตนเอง ผ่าน Direct PPA เพื่อใช้ในกิจการควบคู่กันไป

พลังงานดัน Type 9 คุมต้นทุนไฟฟ้าใหม่
ด้านกระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ โดยกำหนดให้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 9 ซึ่งจะมีอัตราค่าไฟสูงกว่าผู้ใช้ทั่วไป เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริง โดยเฉพาะจากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ซึ่งมีต้นทุนสูง โดยรายได้ ส่วนเพิ่มจากค่าไฟจะถูกนำไปใช้ลดภาระค่าไฟของภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกันนี้รัฐบาลยังเดินหน้าสนับสนุนพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์รูฟท็อป และการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชน เพื่อปรับโครงสร้างพลังงานไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
ภาคอุตฯชี้ต้องไม่กระทบประชาชน
แหล่งข่าวจากภาคอุตสาหกรรมระบุว่า การจัดเก็บค่าไฟประเภทที่ 9 มีเป้าหมายเพื่อให้ดาต้าเซ็นเตอร์สะท้อนต้นทุนการใช้ทรัพยากรที่แท้จริง และลดภาระที่อาจตกกับผู้ใช้ไฟฟ้าครัวเรือน โดยโครงสร้างค่าไฟใหม่จะรวมต้นทุนสำคัญหลายส่วน เช่น การปรับปรุงระบบสายส่ง ค่า Adder ค่าความสูญเสียในระบบส่งจ่าย ต้นทุน LNG และค่า Wheeling Charge ขณะเดียวกันยังเปิดทางให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพลังงานสะอาดผ่าน Direct PPA และระบบ Third Party Access เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านต้นทุน

กลไก Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ผลิต ถูกมองเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ประกอบการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนค่าไฟประเภทพิเศษ และลดภาระจากระบบไฟฟ้าหลักของรัฐ รัฐบาลยังเตรียมโครงการนำร่อง Direct PPA ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ เพื่อรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ
พร้อมเปิดทางให้เอกชนเข้ามาลงทุนพลังงานสะอาดร่วมกัน โดยผู้ประกอบการยังต้องจ่ายค่า Wheeling Charge (ค่าผ่านทางไฟฟ้า) แต่ได้ประโยชน์ด้านต้นทุนระยะยาวและความมั่นคงด้านพลังงาน ขณะเดียวกัน Direct PPA ยังช่วยตอบโจทย์บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ต้องใช้ไฟฟ้าสีเขียว 100% เพื่อเป้าหมาย Net Zero และลดความเสี่ยงจากมาตรการคาร์บอนในอนาคต
ขึ้นค่าไฟกระทบดาต้าเซ็นเตอร์
นายวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และอาจส่งผลต่อการขยายตัว รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ต้องการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมาไทยมีแหล่งผลิตพลังงานสะอาดไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ใช้วิธีการซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอน ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าราคาพลังงานสะอาด

ด้านนางสาวบุศรินทร์ ประดิษฐยนต์ Country Head บริษัท เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ ประเทศไทย หรือ STT GDC ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกลในประเทศไทย กล่าวว่า ค่าไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนหลักของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของต้นทุนรวม เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมากอย่างต่อเนื่องทั้งสำหรับการประมวลผลของระบบไอที การสำรองไฟฟ้า และระบบทำความเย็น เพื่อให้บริการมีเสถียรภาพตลอด 24 ชั่วโมง
หากมีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้า ผลกระทบต่อการลงทุนของผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่ได้เกิดขึ้นโดยตรงในทันที เนื่องจากโมเดลธุรกิจของดาต้าเซ็นเตอร์โดยทั่วไป ต้นทุนด้านพลังงานหรือปริมาณไฟฟ้าที่ใช้จะถูกส่งผ่านไปยังลูกค้าในท้ายที่สุด
ดังนั้นการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าจะต้องอยู่ในระดับที่ไม่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค เพราะหากต้นทุนพลังงานของไทยสูงเกินไป นักลงทุนหรือผู้ใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์อาจตัดสินใจย้ายไปใช้บริการในประเทศอื่นแทน
“ถ้าค่าไฟแพง คนก็จะไม่มาประเทศไทย แต่จะไปประเทศอื่น เพราะฉะนั้นภาครัฐต้องดูให้ดีว่าการเพิ่มค่าไฟจะอยู่ในระดับที่ยังไม่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยลดลง”
อาเซียนแข่งเดือด ไทยลุ้นขึ้นฮับใหม่ภูมิภาค
ขณะที่ภาพรวมการแข่งขันในอาเซียนกำลังทวีความเข้มข้น โดยสิงคโปร์ยังเป็นศูนย์กลางหลักด้านดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ข้อจำกัดด้านที่ดินและพลังงานทำให้การลงทุนใหม่กระจายไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทยมากขึ้นมาเลเซียกลายเป็นฐาน Hyperscale สำคัญจากต้นทุนต่ำและทำเลใกล้สิงคโปร์ ขณะที่อินโดนีเซียได้เปรียบด้านตลาดผู้ใช้ขนาดใหญ่ ส่วนไทยกำลังยกระดับเป็น Gateway ดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาคจากทำเลกลางอาเซียนและนโยบายส่งเสริมการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระยะต่อไปไม่ได้วัดเพียงสิทธิประโยชน์ แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านไฟฟ้า พลังงานสะอาด พื้นที่ขยาย และบุคลากรเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่าไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลได้มากน้อยเพียงใดในอนาคต