สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้า ได้ยื่นข้อเสนอแนวคิดการจัดวางโครงสร้าง “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ แก่ ปลัดกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผลักดันการเปลี่ยนชื่อจาก "กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว" เป็น "กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม" เพื่อกำหนดบทบาทใหม่ของการท่องเที่ยวในฐานะ กลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย
สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำหนดให้ “การท่องเที่ยว” เป็นภารกิจนำในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ขณะที่ “วัฒนธรรม” เป็นทุนทางอัตลักษณ์และทุนทางสังคมที่ช่วยยกระดับคุณค่า สร้างความแตกต่าง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
วันนี้(วันที่ 26 มิถุนายน 2568) ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว ( ATTA ) หรือ แอตต้า กล่าวว่า วันนี้ผมได้เสนอปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่อง ข้อเสนอแนวคิดการจัดวางโครงสร้าง “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจของประเทศ

โดยมองว่าตามที่มีแนวคิดในการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐและการจัดตั้ง “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” ข้าพเจ้าขอเสนอข้อคิดเห็นในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้
การกำหนดชื่อและโครงสร้างของกระทรวง มิใช่เป็นเพียงการปรับเปลี่ยนภารกิจของหน่วยงาน แต่เป็นการประกาศทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ว่าประเทศไทยจะใช้ “อุตสาหกรรมใด” เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตและการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เศรษฐกิจดิจิทัล หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนต้องใช้ระยะเวลาในการลงทุน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างบุคลากร
การท่องเที่ยวยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงสุดในการสร้างรายได้ การจ้างงาน เงินตราต่างประเทศ และการกระจายรายได้สู่ทุกภูมิภาคได้ทันที จึงควรได้รับการกำหนดบทบาทให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก” ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศในช่วงทศวรรษข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้ การจัดวางชื่อ “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” จึงมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำหนดให้ “การท่องเที่ยว” เป็นภารกิจนำในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
ขณะที่ “วัฒนธรรม” เป็นทุนทางอัตลักษณ์และทุนทางสังคมที่ช่วยยกระดับคุณค่า สร้างความแตกต่าง และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว มิใช่การลดบทบาทของวัฒนธรรม หากแต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ปัจจุบัน การท่องเที่ยวมิได้เป็นเพียงภาคบริการ หากแต่เป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงห่วงโซ่เศรษฐกิจทั้งระบบ ตั้งแต่ภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้า โลจิสติกส์ การคมนาคม การแพทย์และสุขภาพ การศึกษา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ กีฬา การพัฒนาเมือง และธุรกิจบริการต่าง ๆ การใช้จ่ายของผู้มาเยือนก่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในหลายภาคส่วนพร้อมกัน จึงนับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยยังคงมองการท่องเที่ยวเป็นเพียงการส่งเสริมการเดินทางหรือการประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยว ย่อมไม่สามารถใช้ศักยภาพของอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างเต็มที่
ในทางกลับกัน หากกำหนดให้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเทศจะสามารถขยายผลไปสู่แนวคิด Visitor Economy ซึ่งให้ความสำคัญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากผู้มาเยือนในทุกมิติ ทั้งการลงทุน การค้า การจ้างงาน การพัฒนาธุรกิจ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค
ดังนั้น ประเด็นสำคัญของการปรับโครงสร้างครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อกระทรวง แต่คือการกำหนดบทบาทใหม่ของการท่องเที่ยวในฐานะ “กลไกหลักของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” และการวางรากฐานให้ประเทศไทยสามารถต่อยอดจากความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคง
จึงเห็นควรให้การออกแบบโครงสร้างและพันธกิจของ กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม ยึดหลัก Tourism-led Economic Transformation โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของประเทศ และใช้วัฒนธรรมเป็นฐานคุณค่าในการสร้างความแตกต่าง ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้เพื่อยกระดับประเทศไทยจาก Tourism Industry ไปสู่ Thailand Visitor Economy อย่างเป็นระบบ อันจะเป็นการ “กลัดกระดุมเม็ดแรก” ที่สำคัญในการวางโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศสำหรับทศวรรษหน้า