กุส ฮิดดิงค์ เล่าถึงโทรศัพท์ปริศนาที่นำเขาสู่การเป็นกุนซือทีมชาติเกาหลีใต้
นภาพร วงศ์สุวรรณ July 05, 2026 05:42 AM

การเดินทางของ กุส ฮิดดิงค์ สู่ตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติเกาหลีใต้ เริ่มต้นขึ้นนานก่อนที่เขาจะรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในปี 2001


เหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1998 ได้จุดประกายให้เกิดเรื่องราวต่อเนื่อง ทั้งการได้รับโทรศัพท์อย่างไม่คาดคิด การสนทนาที่กล้าหาญ และแนวทางการทำงานที่แปลกใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดนำพากุนซือชาวดัตช์รายนี้สร้างประวัติศาสตร์ร่วมกับ “โทแก๊กวอริเออร์ส” หรือทีมชาติเกาหลีใต้


เมื่อ ฮิดดิงค์ ตัดสินใจรับตำแหน่งในที่สุด เขาได้พาทีมทะลุเข้าสู่รอบรองชนะเลิศของฟุตบอลโลกปี 2002 ซึ่งจัดขึ้นที่บ้านของตนเอง


“การพบกันครั้งแรกของผมกับเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1998 ระหว่างฟุตบอลโลกที่ฝรั่งเศส” ฮิดดิงค์ เล่าย้อนความหลังให้กับนิตยสาร โฟร์โฟร์ทู “ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าโค้ชของทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้อยู่ในกลุ่มเดียวกับเรา”


“ก่อนการแข่งขันในเมืองมาร์กเซย์หนึ่งวัน เราได้รับอนุญาตให้ฝึกซ้อมในสนามสตาด เวโลโดรม เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง และเกาหลีใต้จะฝึกหลังจากเรา ทีมของผมซ้อมกันอย่างกระตือรือร้นจนผมคิดว่า ‘ให้พวกเขาซ้อมต่ออีกหน่อยก็แล้วกัน’ ฝั่งเกาหลีใต้ยืนเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ข้างสนาม”


“เราซ้อมเกินเวลาที่กำหนดไป 15 นาที เจ้าหน้าที่ของฟีฟ่าเดินเข้ามาหาผม ผมพูดว่า ‘ขอเวลาอีกห้านาที’ ซึ่งสุดท้ายก็กลายเป็นสิบ แล้วก็สิบห้านาที เราแทบจะบุกลงสนาม แต่ผู้จัดการทีมชาติเกาหลีใต้กลับยืนนิ่งอยู่เฉย ๆ ซึ่งภายหลังผมถึงเข้าใจว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของพวกเขา”


“กว่าหนึ่งปีต่อมา ผมได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก ‘สวัสดีครับคุณฮิดดิงค์’ เสียงจากปลายสายพูดขึ้น ‘เราเคยพบกันที่มาร์กเซย์ ผมชื่อ คา ซัม-ฮยอน เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมจากปี 1998 ตอนนี้ผมพักอยู่ที่โรงแรมอัมสเทลในอัมสเตอร์ดัม ตรงข้ามบ้านของคุณ พอจะพบกันได้ไหม?’”


“ผมคิดในใจว่า ‘เขารู้ได้อย่างไรว่าผมอยู่ที่ไหน? แล้วเขาได้เบอร์ผมมาได้ยังไง?’ เขาอธิบายว่าต้องการพบเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2002 ที่จะจัดขึ้นร่วมกันระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ตอนนั้นเป็นเดือนพฤศจิกายน ปี 2000 ผมรู้สึกอยากรู้ว่าเขาจะพูดถึงอะไร จึงเดินไปที่โรงแรมนั้น”


“ปรากฏว่าเขาเป็นผู้ช่วยของซีอีโอบริษัทฮุนได เขาพูดว่า ‘เราต้องเข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายให้ได้ ไม่อย่างนั้นเราจะเสียหน้าอย่างมาก’ ผมคิดในใจว่า ‘รอบ 16 เหรอ? ตอนนี้พวกคุณอยู่อันดับที่เท่าไหร่ในแรงกิงของฟีฟ่า ราว ๆ ที่ 70 ใช่ไหม?’ เกาหลีใต้เคยไปฟุตบอลโลกมาก่อน แต่ไม่เคยชนะเลยสักนัด ความคิดที่จะได้ไปทำงานในฟุตบอลโลกอีกครั้งหลังจากผ่านยูโร 96 และฟุตบอลโลก 1998 กับเนเธอร์แลนด์ ทำให้ผมรู้สึกสนใจ”


“ระหว่างการสนทนา ผมให้คำแนะนำไว้สองข้อ หรือจะเรียกว่าเป็นข้อเสนอแนะก็ได้ ผมบอกว่า ‘ถ้าคุณต้องการสิ่งนี้ คุณต้องเปลี่ยนแนวทางการเตรียมทีมฟุตบอลโลกโดยสิ้นเชิง’ ผมเสนอว่าควรบริหารและฝึกทีมชาติให้เหมือนกับทีมสโมสร นักเตะทีมชาติที่เล่นอยู่ในประเทศควรได้รับอนุญาตจากสโมสรให้มาร่วมฝึกซ้อมด้วยกันเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีถึงหนึ่งปีครึ่ง”


“คำแนะนำข้อที่สองคือ ควรจัดงบประมาณเพื่อพาทีมและเจ้าหน้าที่บินไปทั่วโลก เล่นเกมกระชับมิตรกับชาติชั้นนำ เดิมทีเกาหลีใต้เตรียมทีมฟุตบอลโลกด้วยการอุ่นเครื่องกับประเทศอย่างมาเลเซียและสิงคโปร์”


“ถ้าพวกเขาชนะเกมเหล่านั้น ทุกคนก็จะคิดว่า ‘ฟอร์มดีจัง’ แต่ในฟุตบอลโลกจริง คุณต้องเจอกับทีมระดับโลกที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง นักเตะต้องออกเดินทาง เรียนรู้จากวัฒนธรรมอื่น ๆ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ ๆ บางครั้งอาจต้องเจอกับความพ่ายแพ้ แต่สิ่งนั้นช่วยให้พวกเขาออกจากพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง”


“อีกเรื่องหนึ่งที่ผมเสนอคือการปรับเปลี่ยนผู้เล่น เพราะตอนนั้นทีมเกาหลีใต้ยังคงพึ่งพาผู้เล่นอายุราว 34 ปีขึ้นไปมากเกินไป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีลมใหม่พัดเข้ามาในทีม”


“ผมสงสัยว่าพวกเขาจะทำได้จริงไหม แต่ไม่ได้คิดเลยว่า ‘โอ้ ผมจะเริ่มทำงานกับเกาหลีใต้จริง ๆ’ เพราะตอนนั้นผมยังไม่รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เราลากันไป และประมาณสิบวันต่อมา โทรศัพท์ผมก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขาคนเดิมพูดว่า ‘ผมกลับมาที่โรงแรมแล้ว พอจะมาพบได้ไหม?’ ผมจึงเดินไปหา และเขาพูดว่า ‘ข้อแรก นักเตะทีมชาติสามารถอยู่รวมกันได้ตลอดเวลา ข้อสอง งบประมาณสำหรับการเดินทางรอบโลกถูกจัดเตรียมไว้แล้ว ข้อสาม นี่คือสัญญาของคุณ’”


“ผมคิดในใจว่า ‘เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?’ ความแน่วแน่และความกระตือรือร้นของเขาทำให้ผมรู้สึกท้าทาย ผมไม่ได้เซ็นทันที แต่ในไม่ช้าก็ตัดสินใจที่จะออกเดินทางผจญภัยครั้งใหม่”


“และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมเดินทางสู่กรุงโซล”

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.