โฟลาริน บาโลกัน ยอมรับว่าการแทรกแซงสุด ‘ไม่เหมือนใคร’ ของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลต่อทีมสหรัฐฯ ก่อนพ่ายเบลเยียมในฟุตบอลโลก
นภาพร วงศ์สุวรรณ July 15, 2026 04:26 AM

โฟลาริน บาโลกัน กองหน้าทีมชาติสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเขาคาดว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาแทรกแซงเพื่อให้ยกเลิกโทษแบนของเขาในฟุตบอลโลก โดยกล่าวว่าเขารู้ดีว่าการกระทำดังกล่าวจะ “สร้างความขัดแย้งมากมาย”

ดาวเตะจากสโมสรโมนาโกรายนี้ถูกใบแดงไล่ออกจากสนามในเกมรอบ 32 ทีมสุดท้ายระหว่างสหรัฐอเมริกากับบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวินัยของฟีฟ่ามีมติระงับโทษแบนหนึ่งนัดเป็นเวลา 1 ปี ทำให้บาโลกันสามารถลงสนามในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายซึ่งพ่ายให้กับทีมชาติเบลเยียมได้

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บาโลกันตกเป็นศูนย์กลางของการถกเถียงอย่างร้อนแรง โดยในสัปดาห์นี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างแฟร์สแควร์ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) โดยกล่าวหาว่า จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า ละเมิดกฎความเป็นกลางทางการเมืองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งได้ออกมายอมรับต่อสาธารณะว่าเขาได้เข้าแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือบาโลกันและประเทศเจ้าภาพร่วมสหรัฐฯ

บาโลกันให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีบีเอส โดยกล่าวถึงช่วงเวลาหลังเหตุการณ์ว่า “ตอนแรกผมดีใจที่ได้กลับมาช่วยทีมอีกครั้ง แต่เมื่อเริ่มคิดทบทวน ผมรู้เลยว่ามันจะสร้างความขัดแย้งมากมาย และผมก็เห็นถึงความกังวลในสายตาของเพื่อนร่วมทีม เพราะมันเป็นสถานการณ์ที่ไม่เหมือนใครจริง ๆ”

เขากล่าวต่อว่า “แต่เมื่อใกล้ถึงวันแข่งขัน ผมพยายามโฟกัสให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่มันก็ยาก เพราะมีเสียงจากภายนอกมากมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

บาโลกัน ซึ่งเป็นนักเตะเยาวชนจากอะคาเดมีของอาร์เซนอล ยังคงยืนยันว่าใบแดงที่เขาได้รับจากการปะทะกับทาริก มูฮาเรโมวิชนั้นเป็นการตัดสินที่ผิดพลาด

“ผมตกใจมาก” เขากล่าว “มันไม่ใช่การเข้าสกัดด้วยซ้ำ ผมช็อกสุด ๆ คุณคงเห็นจากปฏิกิริยาของผม แต่ผมก็ต้องยอมรับการตัดสินนั้นและพยายามอยู่เคียงข้างทีมของผม”

บาโลกันกล่าวสรุปว่า “เมื่อบางสิ่งไม่ได้เกิดจากเจตนา มันไม่ควรเป็นใบแดงเลย มันเป็นสถานการณ์ที่โชคร้าย และผมคิดว่ามันสร้างแรงกดดันให้เรามากกว่าที่จำเป็น”

แฟร์สแควร์กล่าวหาว่า อินฟานติโน ซึ่งเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ IOC ตั้งแต่ปี 2020 ได้ละเมิดกฎบัตรโอลิมปิกและจรรยาบรรณของ IOC หลายครั้ง โดยกรณีของบาโลกันเป็นตัวอย่างล่าสุด

สำนักข่าวเดอะไทมส์รายงานเพิ่มเติมว่า โมฮัมหมัด อัล คามาลี ประธานคณะกรรมการวินัยของฟีฟ่า เป็นผู้ตัดสินใจเพียงฝ่ายเดียวในการระงับโทษแบนดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการตัดสินที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติการทำงานที่เผยแพร่ของเขา ทั้งนี้ ฟีฟ่ายังไม่ได้ให้คำอธิบายใด ๆ เกี่ยวกับเหตุผลในการระงับโทษแบนครั้งนี้

ในคำร้องของแฟร์สแควร์ยังระบุถึงการละเมิดกฎความเป็นกลางทางการเมืองของ IOC อย่างชัดเจน 5 ข้อ พร้อมหลักฐานเบื้องต้นของการละเมิดเพิ่มเติมอีก 2 ข้อ โดยเฉพาะในกรณีการจัดการคดีของบาโลกัน

ก่อนหน้านี้ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แฟร์สแควร์ได้ยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกันต่อคณะกรรมการจริยธรรมของฟีฟ่า ซึ่งทางฟีฟ่ายืนยันว่าได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว แต่ยังไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ

เมื่อเดือนที่แล้ว สมาคมฟุตบอลนอร์เวย์ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อคณะกรรมการจริยธรรมของฟีฟ่าให้พิจารณาคำร้องของแฟร์สแควร์ นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน สมาชิกสภายุโรปจำนวน 50 คนได้ส่งจดหมายถึงคณะกรรมการเดียวกันเพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบข้อกล่าวหาดังกล่าวด้วย

ทั้งฟีฟ่าและ IOC ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.