วันที่ 15 กรกฎาคม 2026 แฟนบอลทั่วโลกต่างประหลาดใจเมื่อสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจใช้เงื่อนไขค่าฉีกสัญญาของ ยูรี ติเลอมันส์ กองกลางทีมชาติเบลเยียม เมื่อวานนี้ แม้ว่ายูไนเต็ดจะมีเป้าหมายในการเสริมความแข็งแกร่งในแผงมิดฟิลด์ แต่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีข่าวเชื่อมโยงระหว่างติเลอมันส์กับถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดเลย
ไม่มีใครสงสัยในคุณภาพของติเลอมันส์ และค่าตัวที่ตกลงไว้ที่ 35 ล้านปอนด์ถือว่าเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยังมีความรู้สึกเสียดายเล็กน้อย เพราะหากสโมสรกล้าตัดสินใจมากกว่านี้ การย้ายทีมครั้งนี้อาจเป็นดีลที่ดีกว่านี้สำหรับยูไนเต็ด หากติเลอมันส์สามารถปรับตัวและโชว์ฟอร์มได้ทันที ทุกเสียงวิจารณ์อาจหายไป แต่สิ่งสำคัญคือสโมสรต้องเรียนรู้จากข้อผิดพลาดในอดีตของการซื้อขายแบบนี้
ยูไนเต็ดเคยมีโอกาสเซ็นสัญญากับติเลอมันส์แบบฟรีเอเยนต์ เมื่อเขาอำลาเลสเตอร์ ซิตี้ หลังทีมตกชั้นในปี 2023
ติเลอมันส์สร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ย้ายจากโมนาโกมาร่วมทีมเลสเตอร์ด้วยสัญญายืมตัว หลังจากโชว์ฟอร์มโดดเด่นต่อเนื่อง สโมสรจิ้งจอกสยามตัดสินใจซื้อขาด และเขาตอบแทนด้วยการยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 2021
อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2022/23 เขาไม่สามารถช่วยทีมรอดพ้นจากการตกชั้นได้ และประกาศอำลาสโมสรแบบไม่มีค่าตัวในเวลาต่อมา แม้ยูไนเต็ดจะติดตามฟอร์มของติเลอมันส์มาตั้งแต่ปี 2016 แต่พวกเขากลับเลือกไม่คว้าโอกาสนั้น และหันไปเซ็นสัญญากับ เมสัน เมาท์ ด้วยค่าตัว 55 ล้านปอนด์แทน
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ยูไนเต็ดพลาดการคว้าผู้เล่นฝีเท้าดีในราคาย่อมเยา ความผิดพลาดลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และเป็นสิ่งที่กลุ่ม INEOS จำเป็นต้องแก้ไข หากต้องการสร้างทีมที่มีศักยภาพลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง
ยูไนเต็ดเคยส่งแมวมองติดตาม คาร์ลอส บาเลบา ตอนที่เขายังเป็นดาวรุ่งโนเนมในทีมลีลล์ แม้ทีมจะประทับใจในฝีเท้าและมีโอกาสคว้าตัวในราคาประมาณ 30 ล้านปอนด์ แต่พวกเขากลับไม่ตัดสินใจทำข้อตกลง
แต่หลังจากบาเลบาย้ายไปไบรท์ตันและพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเหมาะกับความเร็วและความหนักหน่วงของพรีเมียร์ลีก ยูไนเต็ดกลับยกให้เขาเป็นเป้าหมายหลักในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้แฟนบอลสับสนว่าทำไมสโมสรถึงรอจนราคาขึ้นไปถึง 100 ล้านปอนด์ ก่อนจะแสดงความสนใจอย่างจริงจัง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าสโมสรไม่มั่นใจในศักยภาพการพัฒนาผู้เล่นของตัวเองเหมือนสโมสรเล็กอย่างไบรท์ตันหรือบอร์นมัธ หรืออาจเป็นเพราะผู้จัดการทีมยูไนเต็ดในช่วงสิบปีที่ผ่านมาไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผู้เล่นดาวรุ่งได้ลงสนาม หากยูไนเต็ดมีนโยบายสนับสนุนเยาวชนตั้งแต่แรก ยูด เบลลิงแฮม อาจเลือกย้ายมาที่โอลด์แทรฟฟอร์ดแทนที่จะไปซิกนัล อิดูนา พาร์ค
ก่อนที่ INEOS จะเข้ามาควบคุมการบริหารงานกีฬา ยูไนเต็ดมักเซ็นสัญญานักเตะที่มีชื่อเสียงระดับโลกเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ราฟาแอล วาราน, เจดอน ซานโช และ คาเซมิโร่ ที่ต่างย้ายมาด้วยค่าตัวมหาศาลและสร้างกระแสคาดหวังจากแฟนบอล
แต่สุดท้าย นักเตะเหล่านี้กลับไม่สามารถทำผลงานได้ตามที่หวัง และต่างอำลาทีมแบบไม่มีค่าตัว ทำให้สโมสรไม่สามารถคืนทุนจากการลงทุนมหาศาลได้เลย เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารูปแบบการบริหารทีมในอดีตนั้นไม่ยั่งยืนและจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
ถึงกระนั้น ก็ยังมีแสงแห่งความหวังบางช่วงในทศวรรษที่ผ่านมา ตัวอย่างเช่น แดน เจมส์ ที่ย้ายจากสวอนซี ซิตี้ ด้วยค่าตัวเพียง 15 ล้านปอนด์ แม้เขาจะไม่สามารถขึ้นมาเป็นตัวหลักของทีมได้ แต่ด้วยวัยที่ยังน้อย ทำให้ลีดส์ ยูไนเต็ด เห็นคุณค่าและซื้อตัวไปในราคา 25 ล้านปอนด์ ซึ่งถือเป็นการซื้อขายที่ให้ผลตอบแทนที่ดี
ตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็สร้างความหวังให้แฟนบอลเช่นกัน เพราะยูไนเต็ดเริ่มหันมาเป้าหมายนักเตะที่ผ่านประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกและมีอายุเหมาะสม ซึ่งหากต้องการขายต่อในอนาคต โอกาสคืนทุนหรือทำกำไรมีสูง
การมาของ อันเดรย์ ซานโตส ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง เขายังไม่ได้พิสูจน์ฝีเท้าในพรีเมียร์ลีกอย่างเต็มที่ แต่ด้วยวัยเพียง 22 ปี ทำให้เขาเป็นโอกาสดีที่ยูไนเต็ดจะพิสูจน์ว่าพวกเขาสามารถพัฒนาผู้เล่นให้กลายเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับโลกได้
สุดท้ายแล้ว คงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ายูไนเต็ดจะกล้าเปลี่ยนแนวทางการเสริมทัพจากความระมัดระวังเกินไป มาสู่การให้โอกาสนักเตะดาวรุ่งมากขึ้นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นจริง แฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลกคงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยกับอนาคตของทีม