ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ด้าน ความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุ จากรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) เรื่อง “เกษียณให้เป็นสุข ไม่เตรียมไม่ได้แล้ว: ระบบสวัสดิการวัยเกษียณ” สะท้อนว่าระบบการออมเพื่อวัยเกษียณที่พัฒนามาต่อเนื่องกว่า 30 ปี ยังไม่สามารถทำให้คนไทยมีเงินเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตหลังออกจากงาน ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องพึ่งพาบุตรหลาน ทำงานต่อหลังเกษียณ และพึ่งพาสวัสดิการของรัฐเป็นหลัก
ข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุของประเทศไทยระบุว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 45 ไม่มีเงินออมเลย ขณะที่อีกร้อยละ 44 มีเงินออมไม่เกิน 200,000 บาท หมายความว่าผู้สูงอายุเกือบ 9 ใน 10 คน มีเงินออมอยู่ในระดับต่ำหรือไม่มีเงินออมเลย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ
ปัญหาดังกล่าวสะท้อนผ่านแหล่งรายได้ของผู้สูงอายุ โดยร้อยละ 36 ยังพึ่งพารายได้หลักจากบุตรหลาน แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อกว่าสิบปีก่อน ขณะที่มากกว่าร้อยละ 30 ยังคงทำงานหลังเกษียณ และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ยังทำงานยอมรับว่าทำงานต่อเพราะความจำเป็นในการหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่เพราะเลือกทำงานต่อ
ในด้านหลักประกันรายได้ มีผู้สูงอายุไม่ถึงร้อยละ 10 ที่มีรายได้หลักจากบำเหน็จ บำนาญ หรือเงินออม ส่วนผู้สูงอายุร้อยละ 14 ต้องพึ่งพาเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายได้หลัก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วง 600-1,000 บาทต่อเดือน ระดับรายได้ดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าครองชีพและต่ำกว่าเส้นความยากจนอย่างมาก
ข้อมูลยังพบว่า ผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 มีรายได้รวมทั้งปีต่ำกว่า 20,000 บาท ขณะที่เส้นความยากจนของไทยในปี 2567 อยู่ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 37,000 บาทต่อปี ส่งผลให้ประเมินได้ว่าผู้สูงอายุไทยประมาณร้อยละ 30 มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน และมีเพียงประมาณหนึ่งในสี่ของผู้สูงอายุเท่านั้นที่มีรายได้มากกว่า 100,000 บาทต่อปี
สัดส่วนผู้สูงอายุแบ่งตามช่วงรายได้เฉลี่ยต่อปี 2567
แม้ประเทศไทยจะมีเครื่องมือส่งเสริมการออมเพื่อเกษียณหลายรูปแบบ ทั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF) กองทุน ThaiESG ประกันชีวิตแบบบำนาญ และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) แต่การเข้าร่วมยังอยู่ในระดับต่ำ
ในปี 2567 ประเทศไทยมีแรงงานประมาณ 40 ล้านคน แต่มีผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียง 12.4 ล้านคน หรือประมาณ 30% ของแรงงานทั้งหมด ทำให้มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจการออมเข้าถึงประชาชนเพียงบางส่วน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ของประเทศ
ด้านพฤติกรรมการเงิน ผลการศึกษาพบว่าแม้คนไทยจะมีความรู้ทางการเงินในระดับค่อนข้างดี แต่ยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการวางแผนระยะยาวได้ โดยร้อยละ 86 ของคนไทยยังไม่มีแผนการออมเพื่อวัยเกษียณ หรือไม่สามารถทำตามแผนได้ และ ร้อยละ 77 มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เกิน 6 เดือน สะท้อนความเปราะบางทางการเงินตั้งแต่วัยทำงาน ซึ่งจะส่งผลต่อความพร้อมเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ
รายงานเสนอว่า การแก้ปัญหาไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ แต่ควรมุ่งเพิ่มการมีส่วนร่วมในระบบที่มีอยู่ เช่น การใช้ระบบ Automatic Enrollment หรือการสมัครออมอัตโนมัติ เปลี่ยนจากการให้ประชาชนสมัครเอง เป็นการให้นายจ้างหรือรัฐนำลูกจ้างเข้าสู่ระบบการออมโดยอัตโนมัติ
พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ต้องการสามารถถอนตัวได้ รวมถึงการส่งเสริมการออมตั้งแต่วัยเรียน และพัฒนาเครื่องมือช่วยแรงงานนอกระบบวางแผนการเงินเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ในวัยเกษียณ
ปัญหาของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่การขาดเครื่องมือออมเพื่อเกษียณ แต่คือ ประชาชนจำนวนมากยังไม่เริ่มออมหรือออมไม่เพียงพอ จนทำให้เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุยังต้องพึ่งพาครอบครัวและสวัสดิการของรัฐเป็นหลัก ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะกลายเป็นความท้าทายทั้งต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสถียรภาพการคลังของประเทศในระยะยาว