“วีระ” ย้อนถาม อ.ต.ก. ทำไมโครงการก่อสร้างตลาดกลางภาคเหนือ 168 ล้านบาท ต้องทำที่พะเยา ชี้ผลประกอบการปีข้างหน้า-ย้อนหลัง ขาดทุนยับ “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำตลาดกลางสินค้าเกษตร สู้เอกชนไม่ได้ แข่งยังไงก็ไม่มีทางชนะ โครงการโรดโชว์ต่างประเทศก็เหมือนกระทรวงพาณิชย์
วันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2570 นายวีระ ธีระภัทรานันท์ กมธ.งบฯ 70 ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย กล่าวในที่ประชุม ถามถึงกรณีสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ และพิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า ทำงานต่างกันอย่างไร หรือทำงานเชื่อมโยงกันอย่างไร ส่วนองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. งบการเงินพบว่ามีผลขาดทุนสะสมต่อเนื่อง 1,414 ล้านบาท สถานภาพขณะนี้มีหนี้สินกว่า 9,512 ล้าน มีสินทรัพย์รวม 8,371 ล้านบาท ถือว่าสถานภาพล้มละลายแล้ว เพราะว่าหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน ซึ่งหมายความว่าเงินกองทุนติดลบไปแล้ว แต่ไม่เป็นไรเพราะเป็นรัฐวิสาหกิจจึงจะต้องอยู่ต่อไป พอมาดูแผนฟื้นฟูรัฐวิสาหกิจที่ตนเองขอเป็นเอกสาร เมื่อมาดูรายการในเนื้อหา ผลประกอบการในปี 2568 ขาดทุน 84 ล้านบาท ปี 2567 ขาดทุน 65 ล้านบาท หากถอยหลังไปปีย้อนหลังคงขาดทุนมาโดยตลอด และมองไปปีข้างหน้าคงขาดทุน
ตอนนี้ยอดขาดทุนสะสม 1,414 ล้านบาท และมีทุน 273 ล้านบาท เท่ากับว่า ขาดทุนจนเกินทุนไปแล้ว 1,141 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายพนักงาน 220 คน จำนวน 126 ล้านบาท แต่ที่ห่วงคือภาระผูกพัน คือ เช่าที่รถไฟ 1,312 ล้านบาท และหนี้สินในอนาคตที่ถูกฟ้องร้องจำนวน 24 คดี ทุนทรัพย์ 337 ล้าน จึงขอข้อมูลว่าถูกใครฟ้องและคดีไปถึงไหน และมีการตั้งงบเผื่อแพ้คดีไว้หรือไม่
นายวีระกล่าวว่า อ.ต.ก. ก็มีโครงการที่น่าสนใจ ไปลงทุนทำโครงการใน จ.พะเยา 168 ล้านบาท จึงขอความคืบหน้าว่าเหตุใดจึงต้องเป็นจ.พะเยา เริ่มและสถานภาพไปถึงไหน ว่าจะเป็น อ.ต.ก. แบบไหน แต่ที่ตนเองดูแล้วและไม่แน่ใจว่าต้องทำหรือไม่ คือโครงการล้งแห่งชาติ ที่ตนเองมองว่ามาช้ามากจนไม่ควรจะทำด้วยซ้ำ เพราะเงินที่ใช้มันเป็นเศษเงิน จึงถามว่าจำเป็นที่จะทำหรือไม่
ส่วนเรื่องดูงานไปต่างประเทศใช้งบ 10 ล้านบาทนั้น เพราะงานของ อ.ต.ก. ก็เหมือนกับกระทรวงพาณิชย์ ทั้งจัดหรือเข้าร่วมนิทรรศการและโรดโชว์สินค้าเกษตรเมืองร้อนมูลค่าสูงและอาหารไทยในประเทศคู่ค้า และมาบอกว่ามีคนไปดูงานเป็นล้านคน เพราะเขาไปงานเขา ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร
นายวีระ ยังชี้ให้เห็นโครงการก่อสร้างตลาดกลางภาคเหนือ ต.แม่ต้ำ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา มูลค่าโครงการ 168 ล้านบาท ในปี 68 ตั้งงบฯ 33 ล้านบาท ปี 69 ตั้งงบฯ 41 ล้านบาท ปี 70 ตั้งงบฯ 28 ล้านบาท เป็นงบผูกพัน 65 ล้านทำโครงการจนเสร็จ ก็ไม่แน่ใจว่าจะสัมฤทธิ์ตามเป้าหรือไม่ การทำตลาดกลางสินค้าเกษตร ก็สู้ตลาดไทและตลาดสี่มุมเมืองไม่ได้ ที่เป็นการแข่งแบบแพ้ไม่มีทางชนะเลย แล้วอย่างนี้ อ.ต.ก. จะทำอะไร
“ผมทราบท่านเป็นเครื่องมือของกระทรวงเกษตรฯ และรัฐบาลในการออกไปซื้อผลผลิตทางด้านการเกษตรฯ ตามนโยบายรัฐบาล และทราบด้วยว่าท่านเจ๊งอย่างสาหัส แต่ในเชิงของธุรกิจต้องยอมรับว่าภารกิจที่ดีมากใน 30 ปีที่แล้ว แต่ตอนนี้ภารกิจที่เป็นสินค้าเกษตรมันเป็นของเอกชนไปหมดแล้ว จึงจะทำอย่างไรกับ อ.ต.ก. ในสภาวะแข่งขันและเสียเปรียบทุกอย่าง แต่ตนเองทราบว่า อ.ต.ก. ก็มีแต้มต่อเหมือนกัน” นายวีระ กล่าว
ขณะที่พันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) กล่าวชี้แจงว่า พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า เป็นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการและการก่อสร้างที่หน่วยงานเท่านั้น
ส่วนนายอภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (รักษาการ) กล่าวชี้แจงเรื่องที่ อตก. ขาดทุนอย่างต่อเนื่องเพราะต้องชำระค่าเช่าพื้นที่กับทางการรถไฟ และมีการขึ้นค่าเช่ากับ อ.ต.ก. ปีละ 5 % ไม่รวมภาษีสิ่งก่อสร้าง ส่วนเรื่องคดีอาญามีทั้งสิ้น 291 คดี และยังมีคดีทางปกครองซึ่งจะส่งรายละเอียดให้ นายวีระอย่างครบถ้วน ส่วนเรื่องตลาด อ.ต.ก. ที่ จ.พะเยา สาเหตุที่ต้องไปลงทุน เพราะจ.พะเยา ตั้งอยู่กึ่งกลางภูมิศาสตร์ ระหว่าง จ.เชียงราย น่าน แพร่ และลำปาง ทำให้สามารถรวบรวมผลผลิตพื้นที่รอบข้างได้ และเป็นพื้นที่ที่เหมาะสม เชื่อมกับรถไฟความเร็วสูง ที่จะเชื่อมต่อกับลาวและจีนได้ในอนาคต มีทั้งอาคารค้าปลีก ค้าส่ง และห้องเย็น ที่จะศูนย์กลางกระจายสินค้าต่อไป ส่วนสถานการณ์ตลาด อ.ต.ก. จ.พะเยา ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนลงนามสัญญาภายในเดือนนี้ และเริ่มดำเนินการปลูกสร้างต่อไป ส่วนตลาด อ.ต.ก.อยุธยา เป็นพื้นที่เช่ากับทาง สปก. ไม่ได้เชื่อมโยงกับ อ.ต.ก. กลางแล้ว
นายอภิพัฒน์ ยังชี้แจงเรื่องล้งแห่งชาติ ว่าตอนนี้ยังไม่ได้สร้าง งบในปี 69 กำลังศึกษาเพื่อปรับเปลี่ยนบทบาท อตก. เพื่อสร้างล้งและดำเนินธุรกิจเพื่อเป็นล้งของเกษตรกร ในการถ่วงดุลกับล้งจีน ส่วนเงิน 10 ล้านที่ต้องไปต่างประเทศ เพราะต้องการนำผลไม้เมืองร้อนของไทยไปทำการตลาด ตัวเลขการเข้างาน อ.วีระพูดถูกแล้ว แต่ต้องตั้งเป้าไปโรดโชว์เพื่อทำให้ต่างชาติได้ทดลองชิมผลไม้ในไทยเพื่อให้เกิดการสั่งซื้อกลับมายังประเทศไทย เพื่อเป็น Business Matching (การจับคู่ธุรกิจ) ทั้งจีน ญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง