"อาจารย์ทอมมี่" หรือ นายพิเชฐ เจียรมณีทวีสิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคชัวเรียล บิสซิเนส โซลูชั่น จำกัด และอดีตนายกสมาคมนักคณิตศาสตร์ประกันภัยไทย เปิดเผยถึงแนวคิดการนำบริษัทประกันเอกชนเข้ามามีบทบาทในการบริหารสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการว่า ในทางหลักวิชาการสามารถดำเนินการได้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่การมีฐานข้อมูลที่เพียงพอและมีคุณภาพ เพื่อให้สามารถคำนวณต้นทุนและความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง
การกำหนดเบี้ยประกันไม่ได้พิจารณาเฉพาะอายุของผู้เอาประกันเท่านั้น แต่ยังต้องประเมินความเสี่ยงจากอาชีพด้วย เนื่องจากแต่ละอาชีพมีโอกาสเกิดการเสียชีวิตหรืออุบัติเหตุแตกต่างกัน ส่งผลให้ต้นทุนการรับประกันแตกต่างกันได้หลายเท่าตัว
"ความเสี่ยงของแต่ละอาชีพอาจแตกต่างกันเป็นเท่าตัว ดังนั้นต้นทุนประกันก็สามารถแตกต่างกันเป็นเท่าตัวได้เช่นกัน" อาจารย์ทอมมี่กล่าว
หากรัฐบาลจะขยายระบบประกันให้ครอบคลุมทั้งข้าราชการพลเรือนและข้าราชการสายความมั่นคง นักคณิตศาสตร์ประกันภัยจำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงลึกเพื่อจัดระดับความเสี่ยงของแต่ละกลุ่ม เนื่องจากอาชีพต่าง ๆ มีมาตรฐานการจัดชั้นความเสี่ยงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ นักบิน หรืออาชีพที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานสูง
อาจารย์ทอมมี่มองว่า หากภาครัฐเป็นผู้จัดหาประกันให้ข้าราชการ ระบบดังกล่าวจะมีลักษณะเป็นประกันกลุ่มมากกว่าประกันรายบุคคล เพราะมีผู้จ่ายเบี้ยเพียงรายเดียว แต่มีผู้เอาประกันจำนวนมาก จึงใช้หลักการประเมินความเสี่ยงและการคิดเบี้ยแตกต่างจากการทำประกันรายบุคคล
อาชีพเสี่ยงสูง เบี้ยประกันสูง
ทั้งนี้ แม้จะเป็นประกันกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกลุ่มจะมีต้นทุนเท่ากัน เพราะสามารถแยกกลุ่มตามระดับความเสี่ยงได้ เช่น กลุ่มข้าราชการพลเรือนกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง ซึ่งมีลักษณะความเสี่ยงไม่เหมือนกัน เช่นเดียวกับการคิดเบี้ยประกันกลุ่มของภาคเอกชนที่แยกพนักงานสำนักงานออกจากพนักงานโรงงาน
ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการคำนวณเบี้ยประกันไม่ใช่ความสามารถของนักคณิตศาสตร์ประกันภัย แต่คือ "คุณภาพของข้อมูล" โดยข้อมูลที่นำมาใช้ต้องมีจำนวนมากเพียงพอ และมีรายละเอียดในระดับที่เหมาะสม
อาจารย์ทอมมี่อธิบายว่า หากมีข้อมูลจำนวนหลายล้านรายการ จะสามารถสร้างแบบจำลองความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ แต่หากแบ่งข้อมูลละเอียดมากเกินไป เช่น แยกเฉพาะข้าราชการในพื้นที่ชายแดน หรือกลุ่มเฉพาะอื่น ๆ จำนวนตัวอย่างอาจเหลือเพียงหลักพัน
ในทางปฏิบัติหากบริษัทประกันได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือได้รับข้อมูลที่เปิดเผยได้เพียงบางส่วน บริษัทจะต้องตั้งสมมติฐานแบบระมัดระวังมากขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอน ส่งผลให้เบี้ยประกันสูงขึ้น
"ข้อมูลยิ่งน้อย เบี้ยประกันยิ่งแพง เพราะบริษัทต้องเผื่อความเสี่ยงไว้ หากข้อมูลครบถ้วนและเปิดเผยได้มาก บริษัทก็ไม่จำเป็นต้องตั้งสมมติฐานเผื่อมาก" อาจารย์ทอมมี่ย้ำ
อาจารย์ทอมมี่เห็นว่า ระบบราชการของไทยมีข้อมูลจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือข้อมูลมีความละเอียดเพียงใด ระบบฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเชื่อมโยงกันได้หรือไม่ และภาครัฐจะสามารถเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นต่อการวิเคราะห์ได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการออกแบบระบบประกัน
สำหรับอาชีพที่ภาคประกันจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง อาจารย์ทอมมี่ระบุว่า ได้แก่ ทหาร ตำรวจ คนงานก่อสร้าง นักบิน และอาชีพที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุสูง ซึ่งหากรัฐบาลต้องการขยายระบบประกันไปยังกลุ่มดังกล่าว ก็สามารถดำเนินการได้ แต่ต้องใช้แบบจำลองความเสี่ยงที่แตกต่างจากข้าราชการทั่วไป เพื่อให้ต้นทุนสะท้อนระดับความเสี่ยงที่แท้จริง
ประกันเอกชน อาจไม่ช่วยประหยัดงบฯรัฐ
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ทอมมี่เตือนว่า หากคาดหวังว่าการนำบริษัทประกันเข้ามาบริหารจะช่วยประหยัดงบประมาณของรัฐได้ทันที อาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป แม้บริษัทประกันจะมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น แต่ส่วนหนึ่งของผลประหยัดก็จะเป็นผลตอบแทนของผู้ประกอบการตามกลไกธุรกิจ
จุดที่มีศักยภาพในการลดต้นทุนของระบบมากกว่า คือการบริหารจัดการการใช้สิทธิรักษาและการเคลมที่เกินความจำเป็น เพราะหากควบคุมส่วนนี้ได้ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของทั้งระบบในระยะยาว
อาจารย์ทอมมี่กล่าวย้ำว่า หลักของการประกันคือการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข หากมีผู้ใช้สิทธิหรือเคลมเกินความจำเป็น ต้นทุนของระบบก็จะเพิ่มขึ้น และผู้เอาประกันทุกคนต้องร่วมกันรับภาระ ดังนั้น หากสามารถบริหารจัดการเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ บริษัทประกัน และผู้เอาประกัน