แฟรงค์ เลอบัฟ กล่าวชื่นชมผลงานของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ กองหน้าของ เรอัล มาดริด ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมาโดยรวม แต่เขามองว่าการเล่นในนัดที่พบกับ สเปน อาจทำให้โอกาสของดาวยิงรายนี้ในการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลกอย่าง บัลลงดอร์ ลดลง
อดีตกองหลังทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์โลกปี 1998 ไม่ลังเลที่จะวิจารณ์เอ็มบัปเป้ในเกมรอบรองชนะเลิศกับ “ลา โรฆา” โดยเชื่อว่าดาวเตะวัย 27 ปีรายนี้ไม่สามารถแสดงความเป็นผู้นำในช่วงเวลาสำคัญได้
ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับเว็บไซต์ Freebets.com เลอบัฟกล่าวว่า “ผมไม่ใช่แฟนของรางวัลบัลลงดอร์นักหรอกนะ ผมไม่ชอบรางวัลส่วนตัวในกีฬาที่เล่นเป็นทีม แต่เอ็มบัปเป้เป็นนักเตะที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูงและมีความมั่นใจอย่างเหลือล้น”
“ถ้าเขายังไม่เข้าใจว่าต้องทำงานเพื่อทีม เขาจะไม่มีวันได้บัลลงดอร์ เพราะทีมของเขาจะไม่สามารถคว้าแชมป์รายการสำคัญใด ๆ ได้เลย”
“คุณจะคว้าแชมป์รายการใหญ่อย่างฟุตบอลโลกหรือยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้ก็ต่อเมื่อทุกคนร่วมมือกัน ทุกคนต้องวิ่งและเหน็ดเหนื่อยเพื่อกันและกัน”
“ในระหว่างฟุตบอลโลกครั้งนี้ เอ็มบัปเป้เคยช่วยทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการถอยลงมาช่วยเกมรับ แย่งบอล ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในเกมกับสเปน เขากลับแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในระดับบุคคล”
“บางทีเขาอาจจะเปลี่ยนทัศนคติไปแล้ว และบางทีสิ่งนั้นอาจทำให้เขาประสบความสำเร็จกับ เรอัล มาดริด ตามที่หวังไว้ แต่ถ้าเขาอยากได้บัลลงดอร์ เขาจำเป็นต้องช่วยเพื่อนร่วมทีม และนั่นแหละคือสิ่งที่จะทำให้ เรอัล มาดริด แข็งแกร่งขึ้น”
หลังจากนั้น เลอบัฟยังได้พูดถึงภาพรวมของทีมชาติฝรั่งเศสที่ไม่สามารถไปถึงฝันในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่เชื่อว่าผู้เล่นหลายคนยังมีอายุพอที่จะสร้างผลงานได้อีกในปี 2030
เมื่อถูกถามว่าทีมฝรั่งเศสชุดนี้จัดอยู่ในกลุ่มทีมที่พลาดแชมป์ฟุตบอลโลกหรือไม่ เขาตอบว่า “เอ็มบัปเป้ตอบคำถามนั้นไว้ก่อนแพ้สเปน เขาพูดว่า ‘เรามีทีมที่ยอดเยี่ยม แต่จนถึงตอนนี้ เรายังไม่ชนะอะไรเลย เราจะยิ่งใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อเราคว้าแชมป์โลกเท่านั้น’”
“ผมเคยบอกเพื่อนร่วมงานที่ ESPN ว่านี่อาจเป็นทีมที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่พวกเขาจำเป็นต้องคว้าแชมป์ให้ได้ เราเคยพูดถึงยุคทองของอังกฤษและเบลเยียม แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้แชมป์อะไรเลย และจะไม่มีใครจดจำพวกเขาได้ ซึ่งมันน่าเศร้ามาก”
“ผมหวังจริง ๆ ว่าทีมฝรั่งเศสชุดนี้จะก้าวขึ้นมาแทนที่ พวกเขามีนักเตะดาวรุ่งคุณภาพดีมากมายอยู่บนม้านั่งสำรอง ทีมนี้จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องและจะเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ในฟุตบอลโลกปี 2030 อย่างแน่นอน”
ถือเป็นการปิดฉากที่น่าเศร้าสำหรับ ดิดิเยร์ เดชองส์ ในการคุมทัพ ‘เลส์ เบลอส์’ แต่เลอบัฟยังกล่าวชื่นชมผลงานของเขาในช่วง 14 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง
เขากล่าวว่า “ผมจะไม่วิจารณ์ใครที่เคยเล่นฟุตบอลโลกสองครั้ง คว้าแชมป์หนึ่งครั้ง และแชมป์ยุโรปอีกหนึ่งรายการ ตั้งแต่ปี 1998 เราผ่านเข้าชิงฟุตบอลโลกถึงสี่ครั้ง ซึ่งมันเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากสำหรับประเทศเล็ก ๆ อย่างเรา”
“ตั้งแต่เดชองส์เข้ามาคุมทีมในปี 2014 ผลงานที่แย่ที่สุดของเขาคือการตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งบ่งบอกได้ชัดถึงสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมา เขาได้รับการสนับสนุนจากนักเตะรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากอะคาเดมีในฝรั่งเศสมากมาย”
“เดชองส์ทำให้นักเตะเข้าใจว่าทีมชาตินั้นไม่ใช่แค่การคัดเลือกผู้เล่น แต่ต้องเล่นเหมือนอยู่ในสโมสร ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ เอเม ฌาเกต์ เคยทำกับพวกเรา และนั่นคือมรดกของเดชองส์ ถ้าเขาคว้าแชมป์โลกครั้งนี้ได้ เขาจะถูกยกให้เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล”
เกมสุดท้ายของเดชองส์ในฐานะกุนซือจะเป็นการชิงอันดับสามกับอังกฤษในวันเสาร์ และเลอบัฟยอมรับว่าเขาแทบไม่อยากดูเกมนั้นเลย
เขากล่าวว่า “ผมไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมฟุตบอลต้องมีเกมชิงอันดับสาม นักเตะที่แพ้ในรอบรองฯ ย่อมรู้สึกผิดหวัง พวกเขาอยากเข้าชิง ไม่ได้อยากเล่นเกมนี้เลย มันเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ และทุกคนก็หมดแรงกับฟุตบอลไปแล้ว”
“ตอนนี้พวกเขาแค่อยากได้เวลาพักสัก 10 วันเพื่อกลับไปโฟกัสกับสโมสร ผมไม่เข้าใจเกมนี้จริง ๆ และรู้สึกเห็นใจนักเตะทั้งสองทีม”