เหตุการณ์ระหว่าง จู๊ด เบลลิงแฮม กับ วาเลนติน บาร์โก หลังจากทีมชาติอังกฤษพ่ายแพ้ต่ออาร์เจนตินาในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก กลับกลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง เมื่อ ยาซ ฮัวเรกี ภรรยาของบาร์โก ซึ่งเป็นนางแบบและผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ได้ออกมาวิจารณ์ดาวเตะทีมชาติอังกฤษอย่างเปิดเผยบนโซเชียลมีเดียหลังจบเกม
เธอโพสต์ภาพที่ปรากฏว่า เบลลิงแฮม ใช้มือตบศีรษะของบาร์โก พร้อมเขียนข้อความว่า “ควรแสดงฝีมือให้เห็นในสนามจะดีกว่า” ก่อนจะเรียกเขาว่า “ไร้ประโยชน์” คำวิจารณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากอาร์เจนตินาเอาชนะอังกฤษด้วยสกอร์ 2-1 แบบพลิกกลับมาได้อย่างน่าทึ่ง
ภรรยาของวาเลนติน บาร์โก ออกมาปกป้องสามีหลังเหตุการณ์กับจู๊ด เบลลิงแฮม
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงท้ายเกม หลังจาก เอ็นโซ เฟอร์นานเดซ ยิงประตูตีเสมอจากระยะไกลในนาทีที่ 85 ไม่นานหลังจากนั้น วาเลนติน บาร์โก วิ่งลงไปในสนามและแสดงความดีใจต่อหน้าแข้งทีมชาติอังกฤษ แทนที่จะไปฉลองกับเพื่อนร่วมทีมอาร์เจนตินาใกล้มุมธง
ต่อมาไม่นาน กล้องโทรทัศน์จับภาพได้ว่า จู๊ด เบลลิงแฮม ใช้มือสัมผัสไปที่ด้านหลังศีรษะของบาร์โกในขณะที่ผู้เล่นกำลังรวมตัวกัน เหตุผลที่แท้จริงของการกระทำดังกล่าวยังไม่ชัดเจนในตอนแรก แต่ภาพจากมุมอื่นที่แสดงให้เห็นการฉลองของบาร์โกภายหลัง ทำให้เข้าใจบริบทของเหตุการณ์ได้มากขึ้น
หลังจบการแข่งขัน ยาซ ฮัวเรกี ได้โพสต์ภาพเหตุการณ์นั้นบนโซเชียลมีเดีย เธอเขียนว่า “ควรแสดงผลงานในสนามจะดีกว่า” และปิดท้ายโพสต์ด้วยคำว่า “Muerto” ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ตาย” ในภาษาสเปน แต่ในบริบทที่เธอใช้ หมายถึง “ไร้ประโยชน์”
ต่อมา ยาซ ฮัวเรกี ลบโพสต์ต้นฉบับหลังจากได้รับเสียงวิจารณ์จากผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์บางส่วน อย่างไรก็ตาม เธอยังยืนยันจุดยืนเดิม และกลับมาโพสต์ข้อความใหม่เพื่อปกป้องบาร์โก พร้อมตั้งคำถามต่อกระแสตอบรับของเหตุการณ์นี้
เธอเขียนว่า “ไม่รู้มาก่อนเลยว่าทุกวันนี้ฉลองประตูไม่ได้แล้ว แต่กลับยอมรับการใช้ความรุนแรงได้ ถ้าแค่ร้องไห้ได้อย่างเดียวก็ควรไปเล่นกีฬาอย่างอื่นเถอะ สวัสดีวันดีๆ”
บาร์โกไม่ได้ลงสนามในเกมรอบรองชนะเลิศ โดยเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้ถูกใช้งานตลอดทั้งเกม ขณะเดียวกัน เบลลิงแฮม เป็นหนึ่งในผู้เล่นคนสำคัญของทีมชาติอังกฤษในทัวร์นาเมนต์นี้ โดยทำไปแล้ว 6 ประตูก่อนถึงรอบรองชนะเลิศ
จนถึงขณะนี้ ทั้งเบลลิงแฮมและทีมชาติอังกฤษยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใด ๆ ต่อคำพูดของฮัวเรกี และยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว