'ไอติม' ไล่กระทุ้งแจงสังคม ตัดตอนน้ำเงินอ่อนโดนสังเวย
GH News July 26, 2026 08:11 PM

“ไอติม” ตอกกลับ ‘ภูมิใจไทย’ ขู่ฟ้อง จี้ ‘อนุทิน-พวก’ แจงปมฮั้ว สว. ชี้หลักฐานเส้นเงิน-ที่พักอยู่ในสำนวนแล้ว ดักคอ ‘กกต.’ ห้ามตัดตอน-สังเวยน้ำเงินอ่อนเซฟน้ำเงินเข้ม ขู่ฟ้อง ม.157 หากล้มคดี พร้อมใช้สภาฯซักฟอก

26 ก.ค.2569 – ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าร่างคำฟ้องหมิ่นประมาท เรื่องฮั้ว สว. เสร็จแล้ว โดยปล่อยให้ฝ่ายค้านหาแสงไปก่อน ฝ่ายค้านจะมีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง ว่า ตอนนี้คนที่ต้องเตรียมมากกว่าคือผู้ที่ถูกกล่าวหาจากพรรคภูมิใจไทย ในการตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ในงานเสวนาวันนี้ จากข้อมูลที่ได้นำเสนอต่อสาธารณะ ส่วนพรรคภูมิใจไทยจะดำเนินการอย่างไรด้านกฎหมาย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ย้ำว่าสิ่งที่คนในพรรคภูมิใจไทยในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะ ควรออกมาชี้แจงและตอบคำถามที่ประชาชนสงสัย ซึ่งวันนี้พยายามตั้งคำถามถึงนายอนุทินชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนครี รวมถึงนายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตนเองมั่นใจว่าข้อมูลที่นำเสนอทั้งหมดนี้อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว ทั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่ตนเองยังกังวลใจว่าแม้หลักฐานเหล่านี้อยู่ในสำนวน แต่จะไม่ถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและเรื่องไปไม่ถึงชั้นศาล หลังจากนี้เชื่อว่าจะได้รับข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะรับหน้าที่นำเสนอข้อมูลให้ชัดมากขึ้น

เมื่อถามว่า เรื่องเส้นเงินอยู่ในสำนวนหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าอยู่ในสำนวน ซึ่ง กกต. และดีเอสไอน่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

เมื่อถามถึง ความน่าเชื่อถือของข้อมูลโดยเฉพาะพยานบุคคล จะยืนยันอย่างไรว่าหนักแน่นเพียงพอ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประการแรกหลักฐานที่เรานำเสนอไม่ได้จำกัดอยู่แค่พยานบุคคล ตนพยายามนำเสนอเส้นเงินหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน การจองที่พักที่สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ประการที่สอง ข้อเท็จจริงที่พยานบุคคลอ้างถึงทั้งเรื่องการรวมตัวที่โรงแรมไหน วันไหน แม้จะเป็นแค่คำพูดจากบุคคลคนหนึ่ง แต่เป็นคำพูดที่สามารถพิสูจน์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยาก ประการที่สาม ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าพยานบุคคลหลายคนที่มีเบาะแสหรือข้อมูลหลักฐาน ส่วนใหญ่ เป็นผู้สมัคร สว. นั่นก็เพราะว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าคนที่มีข้อมูลหลักฐานจะเป็นผู้สมัคร สว. ส่วนหากจะบอกว่ามีส่วนได้ส่วนเสีย ความจริงแล้วในอีกมุมหนึ่งหลายคนเป็น สว.สำรอง เป็นผู้สมัครที่ตกรอบไปแล้ว

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้น แม้สว. ทั้งสภาถูกถอดถอน ก็ไม่ใช่ว่าบุคคลเหล่านี้จะมาเป็น สว. อยู่ดี ตนเองจึงอยากให้สนใจสาระของคำพูดพยานมากกว่า หากข้อมูลที่เขาพูดไม่เป็นความจริง ก็แค่ออกมาชี้แจง แต่การที่ไม่ออกมาชี้แจงข้อมูล ยิ่งทำให้ข้อกล่าวหามีน้ำหนักมากขึ้นในสายตาของสังคม

เมื่อถามว่า พยานที่ออกมาเปิดหน้าทั้ง 2 ครั้ง เป็นบุคคลที่ถูกกันไว้เป็นพยานในชั้นสอบสวนของ กกต. และดีเอสไอหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ต้องเช็กเป็นรายบุคคล ตนเองจำสถานะของแต่ละคนไม่ได้ แต่ที่ได้รับการยืนยันทุกครั้ง คือข้อมูลทั้งหมดที่พูดบนเวทีได้ให้การไว้กับหน่วยงานตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ กกต. รายหนึ่งระบุว่า ต้องเร่งพิจารณาจากสำนวนที่มีเพราะได้เรียกผู้ที่ถูกกล่าวหามาชี้แจงทั้งหมดแล้ว หากจะไปพิจารณาเรื่องราวนอกสำนวนจะไม่เป็นธรรม เพราะต้องทำหน้าที่ให้เสร็จภายใน 90 วัน ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพราะกระบวนการค้นหา ข้อเท็จจริงของ กกต.ใช้วิธีการไต่สวน ซึ่งกระบวนการไต่สวนต้องใช้ทุกวิธีการในการแสวงหาข้อเท็จจริง

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น การออกมาพูดเหมือนตัดตอนพยาน หรือไม่ให้น้ำหนักพยาน และบอกว่าเป็นเพียงความคิดเห็นที่อยู่นอกสำนวน ตนเองมองว่าเรื่องนี้ผิดจากกระบวนการไต่สวนที่ถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่งที่จะไปถึงกกต. ด้วยคือเรื่องการทำงาน

เมื่อถามว่า หากท้ายที่สุด กกต. มีผลพิจารณาออกมา 3 แนวทาง ไม่ว่าจะยกคำร้องหรือฟ้องทั้ง 229 คน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นข้อกังวลหลัก ที่เรามีความกังวลใจว่าเรื่องนี้จะไปไม่ถึงศาลและถูกตัดตอนโดย กกต. ซึ่งจะไม่ใช่การยกคำร้องทั้งหมด เพราะหากเป็นแบบนั้น จะเป็นการตัดตอนโดยโจ่งแจ้ง แต่ที่กังวลกว่านั้น คือการตัดตอนแบบแนบเนียนคือการส่งเรื่องบางคนไปที่ศาลและยกคำร้องบางคน แต่ไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานของพยานหลักฐานที่แตกต่างกัน แต่ตัดสินใจ จากการที่ใครอยู่ใกล้หรือไกลจากระบบอำนาจสีน้ำเงิน

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เหมือนที่ตนเองบอกว่าเป็นการสังเวยน้ำเงินอ่อนเพื่อปกป้องน้ำเงินเข้ม ดังนั้น สิ่งที่พยายามทำที่ผ่านมาคือพยายามชี้ให้เห็นว่าขบวนการในลักษณะนี้เป็นขบวนการที่เล็ก จำกัดอยู่แค่จังหวัดใดจังหวัดหนึ่ง  แต่มีเครือข่ายนักการเมืองและพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง มีการวางแผนสนับสนุนให้ขบวนการนี้เกิดขึ้นได้ ดังนั้น ตนเองคาดหวังว่ากกต.ส่งเรื่องไปที่ศาล เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและตัดสินว่าใครผิดหรือไม่

เมื่อถามว่า หากท้ายที่สุดกกต. ยกฟ้องทั้ง 229 คน จะทำอย่างไร นายพริษฐ์ กล่าวว่า แม้จะยกฟ้องบางคน สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องดำเนินคดีกับกกต. ฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนหากเมื่อเราได้ตั้งคำถามไปแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องไม่ออกมาชี้แจง ทั้งนายอนุทินและคนอื่นๆ ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ประเด็นโกง สว. และยังมีกลไกของสภาในการตั้งกระทู้ และกรรมาธิการต่างๆ ที่เราสามารถใช้ได้.




© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.