นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายเกี่ยวกับการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐเพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจ โดยในเดือนกันยายน 2569 นี้ เตรียมยุบหน่วยงานของรัฐบางแห่ง โดยเริ่มต้นจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. หรือ ธนาคารที่ดินก่อน เนื่องจากมีภารกิจที่ซ้ำซ้อน และที่ผ่านมามีการขยายระยะเวลาการดำเนินงานมานานหลายปีแล้ว เบื้องต้นอาจนำภารกิจไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) แทน
นอกเหนือจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) แล้ว รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการนพิจารณายุบหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีภารกิจซ้ำซ้อน เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และหน่วยงานที่เป็นองค์การมหาชน อีกประมาณ 4-5 หน่วยงาน ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี ซึ่งจะทยอยดำเนินการเพื่อไม่ให้กระทบกับบุคคลกรเดิม
“หลายหน่วยงานนอกจากมีภารกิจทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นมาอย่างต่อเนื่อง บางแห่งถูกเสนอให้ยุบเลิกมานานแต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับองค์การมหาชนอีกประมาณ 4-5 แห่งที่มีผลการประเมินการทำงานไม่ผ่านเกณฑ์ติดต่อกันหลายปี ซึ่งรัฐบาลพยายามให้โอกาสในการปรับตัวมาอย่างเต็มที่แล้วแต่ยังไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ได้ ก็จำเป็นต้องพิจารณายุบเลิก ซึ่งนายกฯ ได้มอบนโยบายมาแล้ว” นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้อีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยนไปมาก หากมัวแต่ตั้งหน่วยงานขึ้นมาจำนวนมากโดยไม่คำนึงถึงภารกิจที่ซ้ำซ้อนจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและงบประมาณของประเทศในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งที่ผ่านมาหลายหน่วยงานมักอ้างหลักการที่ดีแต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการลงมือปฏิรูปอย่างจริงจังจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องดำเนินการยุบเลิกหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและความอยู่รอดของประเทศชาติในระยะยาว ที่สำคัญคือต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนผู้เสียภาษีทุกคนที่ต้องการเห็นการบริหารราชการแผ่นดินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
รองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์
อย่างไรก็ดีรัฐบาลยังหามาตรการรองรับบุคลากรจากหน่วยงานที่จะถูกยุบเลิก โดยได้กำหนดแนวทางไว้ 2 ทางเลือกหลักคือ ทางเลือกที่ 1 คือ การเปิดโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือเออร์ลี่รีไทร์ สำหรับผู้ที่สมัครใจออกไปหรืออาจออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัวแทน
ทางเลือกที่ 2 คือ กลุ่มที่ยังต้องการทำงานต่อรัฐจะพิจารณาจัดหาหน่วยงานใหม่รองรับ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือสิทธิประโยชน์และค่าตอบแทนต่างๆ จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานของระบบราชการกลางและจะไม่ได้รับสิทธิพิเศษเฉพาะตัวเหมือนที่เคยกำหนดไว้ในกฎหมายจัดตั้งเดิม
รองนายกฯ กล่าวว่า แนวทางนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงบุคลากรเข้าสู่ระบบบริหารจัดการที่มีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศและยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่ซ้ำซ้อน ซึ่งเคยเป็นภาระต่องบประมาณรายจ่ายด้านบุคลากรมาเป็นเวลานาน โดยเจ้าหน้าที่ทุกคนจะต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำงานรูปแบบใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพ
ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่า การเปลี่ยนสภาพหน่วยงานและบุคลากรครั้งนี้จะเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและมีการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของตำแหน่งและอัตรากำลังใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณงานที่แท้จริงภายใต้บริบทการบริหารราชการแผ่นดินยุคใหม่
ส่วนกรณีถ้าหากยุบหน่วยงานและมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องคัดค้านนั้น ยอมรับว่า เราต้องอยู่กันด้วยเหตุผล วิธีการเก่า ๆ แบบนี้ควรเลิกได้แล้วเพราะมันไม่ดีสำหรับประเทศ ดังนั้นหากดูจากสถานการณ์และตัวเลขงบประมาณ และยังทำเช่นเดิมประเทศจะไปไม่ได้
"ถ้าเราไม่ปรับโครงสร้างรัฐและไม่เปลี่ยนวิธีการทำงานตั้งแต่นาทีนี้ความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะแย่ลงไปกว่าเดิมมากเพราะในขณะที่คนอื่นพัฒนาขึ้นแต่เรายังอยู่นิ่ง ๆ ซึ่งการลดขนาดองค์กรและจำนวนบุคลากรลงจะช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า เราจะนำงบประมาณที่ประหยัดได้ไปบริหารจัดการค่าตอบแทนและสวัสดิการให้แก่ข้าราชการที่ยังอยู่ในระบบได้ดีขึ้นและจูงใจให้คนเก่งเข้ามาทำงานราชการได้มากกว่าเดิมเพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถทดแทนแรงงานคนได้ในหลายส่วนงาน” รองนายกฯ ระบุ