ออฟฟิศทุกวันนี้มีคนสองรุ่นที่ทำงานใกล้ชิดกันมากที่สุด คือเจน Y ที่ขึ้นเป็นหัวหน้าแล้ว กับเจน Z ที่เพิ่งเข้ามาเป็นเด็กใหม่ ความน่าสนใจคือทั้งสองรุ่นเคยถูกรุ่นก่อนหน้าด่าว่าขี้เกียจ ไม่สู้งานมาเหมือนกัน แต่พอเจน Y กลายเป็นคนคุมทีม กลับกลายเป็นฝ่ายที่ส่ายหัวใส่รุ่นน้องเสียเอง
ไทยเกอร์ รวบรวม 10 พฤติกรรมที่เจน Y บ่นถึงมากที่สุด อ้างอิงผลสำรวจจริงทั้งจาก ResumeBuilder, Randstad, BambooHR, Glassdoor และ Deloitte ไม่ใช่การเดาจากความรู้สึก และในทุกข้อจะเล่าอีกด้านให้ฟังด้วยว่าทำไมเจน Z ถึงทำแบบนั้น เพราะข้อมูลหลายชิ้นชี้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีฝ่ายผิดฝ่ายเดียว
ก่อนเริ่ม ขอปักหมุดนิยามให้ตรงกัน เจน Y หรือมิลเลนเนียล คือคนเกิดปี 1981 ถึง 1996 ปัจจุบันอายุราว 30 ถึง 45 ปี ส่วนเจน Z คือคนเกิดปี 1997 ถึง 2012 ปัจจุบันอายุราว 14 ถึง 29 ปี
1. ไม่รับสาย โทรไปสิบครั้งได้ข้อความตอบกลับว่า “มีอะไรคะ”เรื่องนี้ติดอันดับหนึ่งของความหงุดหงิดในออฟฟิศแทบทุกที่ ผลสำรวจของ Uswitch จากกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน พบว่าคนอายุ 18 ถึง 34 ปี ราวหนึ่งในสี่ไม่เคยรับสายเลย เกือบ 70 เปอร์เซ็นต์บอกว่าชอบข้อความมากกว่าโทรศัพท์ และ 37 เปอร์เซ็นต์เลือกวอยซ์โน้ต
ที่หนักกว่านั้นคือ ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่าครึ่งบอกว่าสายที่โทรเข้ามาโดยไม่นัดล่วงหน้า ทำให้พวกเขาคิดทันทีว่ากำลังจะได้รับข่าวร้าย
งานวิจัยในออสเตรเลียพบว่าเจน Z ราว 90 เปอร์เซ็นต์รู้สึกกังวลกับการคุยโทรศัพท์ บางคนถึงขั้นบอกว่าการคุยโทรศัพท์แบบเก้ ๆ กัง ๆ คือหนึ่งในสามสิ่งที่อยากหลีกเลี่ยงที่สุดในชีวิต นักจิตวิทยาอธิบายว่าสาเหตุหลักคือความกลัวการถูกตัดสิน เพราะโทรศัพท์บังคับให้ตอบทันทีโดยไม่มีเวลาเรียบเรียง ต่างจากแชตที่คิดก่อนพิมพ์ได้
2. ส่ง 👍 ให้ แล้วน้องคิดว่าเราโกรธเจน Y ส่งนิ้วโป้งเพื่อบอกว่ารับทราบ ไม่มีนัยอะไรทั้งสิ้น แต่ผลสำรวจของ Perspectus Global จากคนหนุ่มสาว 2,000 คน พบว่าอิโมจินิ้วโป้งคืออันดับหนึ่งของอิโมจิที่ทำให้คนส่งดู “แก่” ที่สุด
ผลสำรวจอีกชิ้นจากพนักงานออฟฟิศอายุ 16 ถึง 29 ปี จำนวน 2,000 คน ระบุตรงกันว่านิ้วโป้งให้ความรู้สึกก้าวร้าวแบบเก็บกด บางคนบอกว่ารู้สึกเหมือนถูกตำหนิ
อีกด้านหนึ่ง สำหรับเจน Z การได้รับนิ้วโป้งเดี่ยว ๆ ให้ความรู้สึกเหมือนได้รับคำตอบว่า “ก.” หลังจากพิมพ์อธิบายไปยาวเหยียด คือเย็นชาและปิดบทสนทนา ไม่ใช่การตอบรับ
ผลสำรวจของ Atlassian ร่วมกับ YouGov จากพนักงาน 10,000 คนใน 5 ประเทศ พบว่า 65 เปอร์เซ็นต์ใช้อิโมจิเพื่อสื่อโทนเสียงในที่ทำงาน แต่ขณะที่เจน Z 88 เปอร์เซ็นต์มองว่าอิโมจิช่วยสื่อสาร ตัวเลขนี้เหลือเพียง 49 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มเบบี้บูมเมอร์และเจน X ช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้ตีความกันคนละทาง
3. พิมพ์ถูกไวยากรณ์ใส่จุดจบประโยค กลายเป็นเรื่องน่ากลัวเจน Y ถูกฝึกมาให้พิมพ์ให้เรียบร้อย จบประโยคด้วยจุด แต่ในภาษาแชตของเจน Z เครื่องหมายจุดท้ายข้อความสั้น ๆ อ่านแล้วเหมือนคนพูดกำลังกัดฟันตอบ
เรื่องที่หลายคนไม่รู้คือ 😂 ก็ตกยุคไปแล้วเช่นกัน เจน Z เปลี่ยนไปใช้ 💀 เพื่อบอกว่าขำจนตาย หรือ 😭 เพื่อบอกว่าขำจนน้ำตาไหล ส่วนคำว่า lol ทุกวันนี้อ่านแล้วให้อารมณ์ประชดมากกว่าขำ
อีกด้านหนึ่ง นักภาษาศาสตร์อธิบายว่าเมื่อสัญลักษณ์แสดงเสียงหัวเราะถูกใช้ซ้ำนานหลายปี ความหมายจะจืดลงจนรู้สึกไม่จริงใจ ทุกรุ่นจึงต้องหาสัญลักษณ์ใหม่มาแทนเสมอ ไม่ใช่เรื่องของรุ่นไหนถูกหรือผิด
4. Gen Z stare ชอบจ้องเงียบแทนการทักทายนี่คือคำที่ระเบิดขึ้นกลางปี 2025 หมายถึงอาการที่พนักงานรุ่นใหม่จ้องหน้าลูกค้านิ่ง ๆ แทนที่จะทักทายหรือตอบคำถาม คลิปล้อเลียนของ TikToker บัญชี @madylamb เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2025 ทำยอดไลก์ราว 1.4 ล้านครั้งภายในวันเดียว
ฝั่งหัวหน้างานมองว่าเป็นสัญญาณของการขาดทักษะบริการหรือไม่ใส่ใจงาน ในธุรกิจค้าปลีกและร้านอาหารเรื่องนี้กระทบถึงรีวิวลูกค้าโดยตรง
อีกด้านหนึ่ง เจน Z สวนกลับว่านั่นคือหน้าตอนกำลังประมวลผลคำถามที่ไม่สมเหตุสมผล และชี้ว่าโควิดพรากโอกาสฝึกทักษะสังคมไปทั้งช่วง หลายคนเรียนออนไลน์ยาวจนงานแรกหลังเรียนจบคือครั้งแรกที่ได้เจอมารยาทที่ทำงานจริง
ที่ตลกร้ายคือ ก่อนหน้านี้ในปี 2022 เจน Z เคยล้อเจน Y เรื่อง Millennial Pause หรืออาการนิ่งค้างหนึ่งวินาทีหลังกดอัดคลิปก่อนจะเริ่มพูด หลายคนจึงมองว่ากระแสนี้คือการเอาคืนกันไปมามากกว่าปัญหาจริง
5. ไม่อยากเป็นหัวหน้า ปฏิเสธตำแหน่งดื้อ ๆปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า Conscious Unbossing คือการเลือกไม่ไต่บันไดตำแหน่ง ข้อมูลจาก BambooHR พบว่าพนักงานราว 13 เปอร์เซ็นต์เคยปฏิเสธตำแหน่งบริหารเพื่อรักษาสมดุลชีวิต แยกตามรุ่นคือเจน Z 17 เปอร์เซ็นต์ และเจน Y 16 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเบบี้บูมเมอร์เพียง 5 เปอร์เซ็นต์
อีกด้านหนึ่งที่สำคัญมาก แดเนียล เจา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor ให้สัมภาษณ์ Fortune ว่าในข้อมูลจริงแทบไม่พบหลักฐานของเทรนด์นี้เลย เจน Z ก้าวขึ้นเป็นหัวหน้าในอัตราเดียวกับที่เจน Y และรุ่นก่อน ๆ เคยทำ และคาดว่าจะคิดเป็นราว 1 ใน 10 ของผู้จัดการทั้งหมดในปี 2025
พูดง่าย ๆ คือเจน Z พูดว่าไม่อยากเป็นหัวหน้าดังกว่าที่ทำจริง และตัวเลขจาก BambooHR ก็ชี้ว่าเจน Y เองก็ปฏิเสธตำแหน่งในสัดส่วนพอ ๆ กัน
6. อยู่ไม่ทน เปลี่ยนงานเร็วกว่ารุ่นไหน ๆข้อมูลจาก Randstad Gen Z Workplace Blueprint 2025 ซึ่งสำรวจพนักงาน 11,250 คนใน 15 ประเทศ พบว่าเจน Z อยู่ในตำแหน่งเดียวเฉลี่ยเพียง 1.1 ปีในช่วง 5 ปีแรกของอาชีพ เทียบกับเจน Y ที่ 1.8 ปี เจน X 2.8 ปี และเบบี้บูมเมอร์ 2.9 ปี
นอกจากนี้ ราว 1 ใน 3 วางแผนเปลี่ยนงานภายในหนึ่งปี 54 เปอร์เซ็นต์เปิดดูตำแหน่งงานใหม่เป็นประจำ และ 22 เปอร์เซ็นต์ลาออกไปแล้วในรอบ 12 เดือน
แต่ในผลสำรวจเดียวกัน เจน Z ถึง 41 เปอร์เซ็นต์บอกว่าไม่มั่นใจว่าจะหางานใหม่ได้ นักวิจัยของ Randstad จึงเรียกพฤติกรรมนี้ว่าการไล่ล่าการเติบโต ไม่ใช่ความไม่จงรักภักดี
ในบริบทไทย รายงานตลาดแรงงานปี 2569 ระบุตรงกันว่าเจน Z ไทยไม่ทนกับที่ทำงานที่เป็นพิษ ต่อให้ค่าตอบแทนดีแค่ไหน หากรู้สึกว่าไม่ได้รับความเคารพก็พร้อมลาออกทันทีโดยไม่ห่วงหน้าตาในเรซูเม่
7. เรียกเงินเดือนสูงตั้งแต่ยังไม่เริ่มงานResumeBuilder สำรวจผู้ที่มีอำนาจจ้างงานระดับเริ่มต้น 782 คน พบว่าสิ่งที่เจอบ่อยที่สุดจากผู้สมัครเจน Z คือเรียกเงินเดือนสูงเกินไป 42 เปอร์เซ็นต์ ขาดทักษะการสื่อสาร 39 เปอร์เซ็นต์ และดูไม่กระตือรือร้น 33 เปอร์เซ็นต์
ในห้องสัมภาษณ์ ผู้จ้างงาน 58 เปอร์เซ็นต์บอกว่าผู้สมัครเจน Z แต่งตัวไม่เหมาะสม และ 57 เปอร์เซ็นต์บอกว่าสบตาไม่เป็น อีกทั้ง 30 เปอร์เซ็นต์เคยต้องให้พนักงานเจน Z ออกภายในหนึ่งเดือนแรก
ประเด็นนี้เคยเป็นดราม่าใหญ่ในไทยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 กรณีเด็กจบใหม่เรียกเงินเดือน 26,000 ถึง 31,000 บาท ให้เหตุผลว่าค่าครองชีพในกรุงเทพฯ ไม่พอใช้ ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งที่ตัวเลขค่าครองชีพก็สนับสนุนอยู่พอสมควร
8. เถียงหัวหน้า ไม่เกรงใจอาวุโสผลสำรวจที่ถูกอ้างถึงมากที่สุดในเรื่องนี้คือ ResumeBuilder ซึ่งถามผู้จัดการและผู้บริหาร 1,344 คน พบว่า 74 เปอร์เซ็นต์มองว่าเจน Z ทำงานด้วยยากกว่ารุ่นอื่น และ 49 เปอร์เซ็นต์บอกว่ายากตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา
เหตุผลที่ถูกระบุมากที่สุดคือขาดทักษะเทคโนโลยี 39 เปอร์เซ็นต์ ขาดแรงจูงใจ 37 เปอร์เซ็นต์ ขาดความพยายาม 37 เปอร์เซ็นต์ สื่อสารไม่เก่ง 36 เปอร์เซ็นต์ และโกรธง่าย 35 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ 65 เปอร์เซ็นต์บอกว่าต้องให้พนักงานเจน Z ออกบ่อยกว่ารุ่นอื่น
อีกด้านหนึ่ง สเตซี ฮอลเลอร์ หัวหน้าที่ปรึกษาด้านอาชีพของ ResumeBuilder ซึ่งเป็นเจ้าของผลสำรวจชิ้นนี้เอง ออกมาระบุชัดว่าอคติต่อพนักงานอายุน้อยเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และไม่ต่างจากการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ พร้อมชี้ว่าความรับผิดชอบไม่ได้อยู่ที่เจน Z ฝ่ายเดียว สถาบันการศึกษาต้องเตรียมคนให้พร้อมกว่านี้ และผู้บริหารเองก็ต้องเรียนรู้วิธีทำงานกับคนรุ่นใหม่
น่าสังเกตว่าข้อ “ขาดทักษะเทคโนโลยี” ขัดกับภาพจำที่ว่าเจน Z เก่งดิจิทัลโดยกำเนิด สิ่งที่พวกเขาถนัดคือแอปในมือถือ ไม่ใช่โปรแกรมสำนักงานหรือระบบหลังบ้านขององค์กร
9. เล่นมือถือระหว่างงาน แอบทำงานเสริมเสมอรายงานของ HR Dive อ้างผลสำรวจที่พบว่าผู้จัดการมองว่าเจน Z ใช้มือถือมากเกินไปและมีจริยธรรมการทำงานอ่อน อีกทั้งครึ่งหนึ่งบอกว่าพนักงานรุ่นใหม่สร้างความตึงเครียดระหว่างวัยในทีม
ผลที่ตามมาคือ ผู้จัดการ 2/3 ต้องปรับสไตล์การบริหารเพื่อรับมือ 75 เปอร์เซ็นต์บอกว่าเจน Z ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่ารุ่นอื่น และ 44 เปอร์เซ็นต์ต้องให้ฟีดแบ็กถี่ขึ้น
ข้อมูลจาก BambooHR เรื่องงานเสริมน่าจะทำให้เจน Y เงียบไปเล็กน้อย เพราะเจน Z 83 เปอร์เซ็นต์เคยเริ่มหารายได้เสริมนอกงานประจำ ขณะที่เจน Y ก็สูงถึง 72 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับเจน X 61 เปอร์เซ็นต์ และเบบี้บูมเมอร์ 43 เปอร์เซ็นต์
พูดตรง ๆ คือข้อนี้เจน Y ไม่ได้ต่างจากเจน Z มากนัก
10. พูดเรื่องสุขภาพจิตตรง ๆ ในที่ทำงานเจน Y ถูกฝึกให้กลืนความเครียดแล้วทำงานต่อ ส่วนเจน Z พิมพ์บอกหัวหน้าตรง ๆ ว่าวันนี้สภาพจิตใจไม่ไหว ขอลาหนึ่งวัน ซึ่งเป็นจุดที่หลายคนรับไม่ได้ที่สุด
อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจของ McKinsey เมื่อเดือนพฤษภาคม 2022 พบว่าคนอายุ 18 ถึง 24 ปี ถึง 55 เปอร์เซ็นต์ ระบุว่าเคยได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาปัญหาสุขภาพจิต ขณะที่รายงานของ Cigna ในปี 2023 จัดให้เจน Z เป็นรุ่นที่เครียดที่สุด
ปัจจัยที่ถูกพูดถึงซ้ำ ๆ คือโควิด ข้อมูลปี 2021 ระบุว่าเจน Z 46 เปอร์เซ็นต์มองว่าการระบาดทำให้การไล่ตามเป้าหมายด้านการศึกษาและอาชีพยากขึ้น หลายคนพลาดทั้งงานรับปริญญา กิจกรรมชมรม และการฝึกงาน ซึ่งเป็นสนามซ้อมทักษะสังคมที่รุ่นก่อนได้ใช้ครบ
แล้วเจน Z รับอะไรของเจน Y ไม่ได้บ้างเพื่อความยุติธรรม ร่ายยาวไม่แพ้กัน
ผลสำรวจส่วนใหญ่เก็บจากมุมของหัวหน้า ไม่ใช่การวัดผลงานจริง สิ่งที่วัดได้จึงเป็นความรู้สึกของผู้บริหาร ซึ่งอาจมีอคติปนอยู่ตามที่เจ้าของผลสำรวจเองยอมรับ
หลายพฤติกรรมเป็นเรื่องของช่วงวัย ไม่ใช่เรื่องของรุ่น คนอายุ 22 ทุกยุคล้วนเคยถูกมองว่าไม่อดทนและไม่มีมารยาทมาก่อน เจน Y เองก็เคยโดนสื่อพาดหัวว่าเป็นรุ่นที่ขี้เกียจที่สุดเมื่อสิบกว่าปีก่อน
รายงาน Global Gen Z and Millennial Survey ปี 2026 ของ Deloitte ชี้ว่าทั้งสองรุ่นกำลังนิยามความก้าวหน้าใหม่เหมือนกัน คือให้ความสำคัญกับความมั่นคง ทักษะ และสุขภาวะ ก่อนตำแหน่ง แปลว่าสองรุ่นนี้เดินเข้าหากันมากกว่าที่ดราม่าออนไลน์ทำให้เห็น
ในบริบทไทย มีข้อมูลชี้ว่ากลุ่ม Zillennial หรือคนวัยราว 30 ปีซึ่งอยู่รอยต่อของสองรุ่น ทำหน้าที่เป็นกาวใจในองค์กรได้ดีที่สุด องค์กรที่มองข้ามคนกลุ่มนี้เสี่ยงเสียคนเก่งไปโดยไม่รู้ตัว
สรุปความจริงที่ได้จากข้อมูลทั้งหมดคือ เจน Y กับเจน Z ไม่ได้ต่างกันที่ความขยัน แต่ต่างกันที่นิยามของคำว่ามารยาท เจน Y เรียนรู้มารยาทจากที่ทำงานแบบเจอหน้า ส่วนเจน Z เรียนรู้จากหน้าจอในช่วงที่โลกปิดตัว
สิ่งที่ใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ถ้าจะสั่งงานให้พิมพ์ ถ้าจะให้กำลังใจให้พิมพ์เป็นคำ อย่าส่งแค่นิ้วโป้ง และถ้าจะโทรให้ส่งข้อความถามก่อนว่าโทรได้ไหม ส่วนฝั่งเจน Z ถ้าอยากให้พี่ ๆ ฟัง การรับสายสักครั้งและการสบตาตอนสัมภาษณ์ ยังเป็นสองอย่างที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเทียบกับความพยายามที่ใช้
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง