รัฐบาลประกาศอย่างชัดเชนเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐ โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมพิจารณาการยุบเลิกหน่วยงานของรัฐบางแห่ง รวมทั้งหน่วยงานที่เป็นองค์การมหาชน อีกประมาณ 4-5 หน่วยงาน ที่ไม่ผ่านการประเมินมาหลายปี ซึ่งการยกเครื่องหน่วยงานราชการครั้งนี้จะทยอยดำเนินการเพื่อไม่ให้กระทบกับบุคคลกรเดิมที่มีอยู่
“หลายหน่วยงานนอกจากมีภารกิจทับซ้อนกับหน่วยงานอื่นมาอย่างต่อเนื่อง บางแห่งถูกเสนอให้ยุบเลิกมานานแต่ยังไม่มีผลในทางปฏิบัติ เช่นเดียวกับองค์การมหาชนอีกประมาณ 4-5 แห่งที่มีผลการประเมินการทำงานไม่ผ่านเกณฑ์ติดต่อกันหลายปี ซึ่งรัฐบาลพยายามให้โอกาสในการปรับตัวมาอย่างเต็มที่แล้วแต่ยังไม่สามารถพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ได้ ก็จำเป็นต้องพิจารณายุบเลิก” นายปกรณ์ กล่าว
พร้อมกันนี้รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ยังระบุด้วยว่า แนวทางการพิจารณายุบเลิกหน่วยงานต่าง ๆ ครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มอบนโยบายมาแล้ว เพื่อช่วยลดความซ้ำซ้อนของภารกิจในแต่ละหน่วยงาน และที่สำคัญยังช่วยในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด
อย่างไรก็ดีในขั้นแรก รองนายกฯ ยอมรับว่า จะเริ่มต้นจากสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. หรือ ธนาคารที่ดิน ในเดือนกันยายน 2569 นี้ก่อน เนื่องจากมีภารกิจที่ซ้ำซ้อน และที่ผ่านมามีการขยายระยะเวลาการดำเนินงานมานานหลายปีแล้ว เบื้องต้นอาจนำภารกิจไปรวมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) แทน
ก่อนพิจารณาหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีลักษณะงานซ้ำซ้อน หรือภารกิจไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และองค์การมหาชน อีกประมาณ 4-5 หน่วยงานตามมาในอนาคต
ฐานเศรษฐกิจ ตรวจสอบผลการประเมินองค์การมหาชน ล่าสุด โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ได้นำเสนอ รายงานการพัฒนาและประเมินผลองค์การมหาชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้กับที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมารับทราบ
ทั้งนี้ผลการประเมินองค์การมหาชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 49 แห่ง (จาก 62 แห่ง) ซึ่งมีผลการประเมินเฉลี่ย 89.80% ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่มีผลการประเมินเฉลี่ยอยู่ที่ 94.84% เนื่องจากมีการปรับปรุงตัวชี้วัดที่มุ่งเน้นผลลัพธ์และผลกระทบ รวมทั้งกำหนดค่าเป้าหมายที่มีความท้าทายมากขึ้น
ผลการประเมิน 5 องค์การมหาชน คะแนนน้อยสุด
อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาคะแนนของผลการประเมินองค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งองค์การมหาชนที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติเฉพาะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พบ 5 อันดับองค์การมหาชน ที่มีคะนนน้อยที่สุด ดังนี้
สถาบันอนุญาโตตุลาการ หรือ THAC ได้คะแนน 61.49 คะแนน
สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ได้คะแนน 67.67 คะแนน
องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) หรือ อบน. ได้คะแนน 68.32 คะแนน
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ได้คะแนน 72.30 คะแนน
สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ได้คะแนน 74.90 คะแนน
งบประมาณ 5 องค์การมหาชน ที่มีคะแนนน้อยสุด
อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบงบประมาณขององค์การมหาชนทั้ง 5 แห่ง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรงบประมาณดังนี้
สถาบันอนุญาโตตุลาการ หรือ THAC ได้รับงบประมาณในปี 2569 วงเงิน 44,970,900 บาท
สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ได้รับงบประมาณในปี 2569 วงเงิน 491,463,400 บาท
องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน) หรือ อบน. ได้รับงบประมาณในปี 2569 วงเงิน 145,314,000 บาท
สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุม และนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ได้รับงบประมาณในปี 2569 วงเงิน 1,128,576,300 บาท
สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. ได้รับงบประมาณในปี 2569 วงเงิน 165,594,900 บาท
แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน
อย่างไรก็ตามในแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนในระยะต่อไปนั้น กพม. ได้เสนต่อที่ประชุมครม. เกี่ยวกับการกำหนดแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน รวม 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาองค์การมหาชนที่เป็นกรอบทิศทางในการขับเคลื่อนภารกิจขององค์การมหาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับใช้ในการยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะและการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับภารกิจ วัตถุประสงค์การจัดตั้ง รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง และความท้าทายในอนาคตให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2. การทบทวนกฎหมายว่าด้วยองค์การมหาชน เนื่องจากพระราชบัญญัติ องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 มีการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุดในปี พ.ศ. 2559 ประกอบกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งด้านนโยบายของรัฐบาล รูปแบบและความต้องการของประชาชนต่อบริการสาธารณะที่มีความหลากหลาย และซับซ้อนมากขึ้น รวมถึงข้อจำกัดในการบังคับใช้กฎหมาย จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาเชิงระบบของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. การปรับปรุงหลักเกณฑ์และแนวทางเกี่ยวกับการบริหารองค์การมหาชน เช่น หลักเกณฑ์การสรรหาประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการองค์การมหาชน และผู้อำนวยการ องค์การมหาชน หลักเกณฑ์การกำหนดกรอบวงเงินรวมค่าใช้จ่ายบุคลากร เพื่อลดข้อจำกัดต่าง ๆ และให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบันและความจำเป็นในการใช้บุคลากรทักษะสูง
4. การส่งเสริมการบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์การมหาชน/ส่วนราชการ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการการทำงานระหว่างองค์การมหาชนและส่วนราชการภายใต้แนวคิด “การนำจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาเสริมกัน” ด้วยการกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดความสำเร็จร่วม (Joint KPIs) ในภารกิจสำคัญ
ควบคู่กับการพัฒนาและเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล การแลกเปลี่ยนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและการจัดพื้นที่ทดลองนวัตกรรม (Sandbox) ภายใต้การกำกับที่เหมาะสม เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการทำงานเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร และยกระดับคุณภาพการให้บริการสาธารณะให้ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและทันต่อการเปลี่ยนแปลง