พระเอกดัง เล่านาทีเศร้า แฟนสาว ถุงลมนิรภัยระเบิดใส่ดับ ทั้งที่เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อย
GH News August 05, 2026 06:09 AM

สก็อตต์ อีสต์วูด เล่านาทีสูญเสียแฟนสาวจากอุบัติเหตุถุงลมนิรภัยระเบิดทาคาตะ ยอมรับ คนรักและเพื่อนสนิท พอล วอล์กเกอร์ เสี ในเวลาไล่เลี่ยกัน ส่งผลกระทบกับชีวิตและการรับมือความเศร้าอย่างหนัก

สก็อตต์ อีสต์วูด นักแสดงและนายแบบชาวอเมริกัน เผยถึงการสูญเสีย จูเวล แบรงแมน แฟนสาวที่คบหากันมานาน 3 ปีอย่างน่าเศร้า เธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อปี 2014 ขณะนั้นอีสต์วูดในวัย 28 ปี ได้รับโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายระหว่างอยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์

นักแสดงหนุ่มย้อนเล่าเหตุการณ์สะเทือนใจในรายการพอดแคสต์ Armchair Expert with Dax Shepard ว่า รถคันดังกล่าวมีปัญหาเรื่องการเรียกคืนถุงลมนิรภัย จากเป็นเพียงอุบัติเหตุชนเล็กน้อยที่คนส่วนใหญ่น่าจะรอดชีวิต แต่แฟนสาวกลับถูกถุงลมนิรภัยพุ่งอัดเข้าใส่อย่างรุนแรงจนเสียชีวิต

ก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งสูญเสีย พอล วอล์กเกอร์ เพื่อนสนิทเพียง 1 ปี โดยวอล์กเกอร์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในวัย 40 ปี เมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นช่วงที่อีสต์วูดกำลังถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Fury

ลูกชายของคลินต์ อีสต์วูด เล่าว่า การอยู่ในกองถ่ายภาพยนตร์ช่วงที่มีคนเสียชีวิตเป็นเรื่องยากมาก เพราะงานต้องดำเนินต่อไป ไม่มีเวลาให้โศกเศร้า ตัดสินใจกักเก็บความรู้สึกไว้จนกว่าจะทำงานเสร็จ ซึ่งภายหลังมองว่าไม่ใช่เรื่องดี เนื่องจากกระบวนการเยียวยาจิตใจที่สำคัญคือการได้แสดงความเสียใจร่วมกับคนที่อยู่ในชีวิตของผู้เสียชีวิต

อีสต์วูดเคยเปิดใจกับ GQ Australia เมื่อปี 2016 ว่า เขาเคยสูญเสียเพื่อนมาบ้าง แต่ไม่เคยสูญเสียคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดขนาดนี้มาก่อน เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบจิตใจจนทำให้เปิดใจเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่กับใครได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ อีสต์วูดยังเล่าถึงบรรยากาศในกองถ่าย Fury ว่าเคยมีเหตุการณ์ปะทะอารมณ์กับ ไชอา ลาบัฟ จากความเข้าใจผิดเรื่องการบ้วนยาเส้นลงบนรถถัง จน แบรด พิตต์ ต้องเข้ามาช่วยห้ามทัพก่อนจะเกิดการชกต่อยกันจริง

ทั้งนี้ โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับแฟนสาวของ สก็อตต์ อีสต์วูด มีสาเหตุมาจาก “ถุงลมนิรภัยทาคาตะ” (Takata Airbag) ซึ่งเป็นหนึ่งในเคสบกพร่องทางวิศวกรรมที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยานยนต์ บริษัทผู้ผลิตเลือกใช้สารแอมโมเนียมไนเตรตในการจุดระเบิดเพื่อสร้างก๊าซให้ถุงลมพองตัว แต่เมื่อตัวตลับกักเก็บถูกความร้อนและความชื้นสะสมเป็นเวลานาน สารเคมีนี้จะเสื่อมสภาพจนไม่อยู่ตัว เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แม้จะเป็นเพียงการชนเพียงเล็กน้อย ถุงลมกลับระเบิดด้วยแรงดันมหาศาลจนตลับโลหะแตกกระจาย กลายเป็นสะเก็ดคมพุ่งใส่ผู้โดยสารราวกับกระสุนปืน

ในอดีตเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยจนสร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วโลก กลายเป็นคดีเรียกคืนรถยนต์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีรถยนต์มากกว่า 100 ล้านคันจากหลายสิบบริษัทชั้นนำทั่วโลกถูกเรียกกลับมาเปลี่ยนชิ้นส่วน

มีผู้เสียชีวิตจากสะเก็ดถุงลมระเบิดโดยตรงมากกว่า 30 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอีกหลายร้อยคน จนนำไปสู่การฟ้องร้องและการล้มละลายของบริษัทผู้ผลิตในเวลาต่อมา

สำหรับในปัจจุบัน โอกาสเกิดเช่นนี้ลดลงไปมากแล้ว เนื่องจากค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ได้ดำเนินการเรียกคืนและเปลี่ยนชิ้นส่วนที่ปลอดภัยให้ลูกค้าไปเกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว เนื่องจากยังมีรถยนต์รุ่นเก่าที่ผลิตในช่วงปี 1998–2014 อีกหลายแสนคันทั่วโลก รวมถึงในไทย ที่เจ้าของรถยังไม่ได้นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนถุงลมนิรภัยฟรีตามประกาศเตือน จึงยังคงมีความเสี่ยงแอบแฝงอยู่หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น

ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.