จับตา ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ’ หลังเคาต์ดาวน์24ก.ย.นี้สกนช.การันตีผู้บริโภคไม่กระทบ
GH News August 24, 2026 11:13 AM

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านพลังงานสะอาดและการมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทย “เชื้อเพลิงชีวภาพ” ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันกลุ่มแก๊สโซฮอล์ที่มีส่วนผสมของเอทานอล หรือน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของไบโอดีเซล ล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและช่วยลดมลพิษในภาคการขนส่งมาอย่างยาวนาน

ที่ผ่านมา ผู้ใช้รถสามารถเข้าถึงน้ำมันทางเลือกเหล่านี้ได้ในราคาที่เหมาะสมและจูงใจให้เกิดการใช้งาน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกลไกการบริหารจัดการและการ “จ่ายเงินชดเชย” จากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อสร้างส่วนต่างราคาให้น้ำมันชีวภาพมีราคาที่ถูกกว่าน้ำมันฟอสซิลบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตาม ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมพลังงานกำลังจับจ้องไปที่หมุดหมายสำคัญในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2569 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายในการลดการจ่ายเงินชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ จนเกิดกระแสความกังวลในหมู่ผู้บริโภคว่า หลังจากวันดังกล่าว ทิศทางราคาพลังงานทดแทนของไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

หากย้อนเรื่องกลับไป ทางกฎหมายในเรื่องนี้ พบว่าถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 มาตรา 55 ซึ่งมีการกำหนดกรอบเวลาและบทเฉพาะกาล ให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องทยอยปรับลดการจ่ายเงินชดเชยสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพลงตามระยะเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้

เจตนารมณ์ที่แท้จริงของกฎหมายมาตรานี้ มิใช่การละทิ้งพืชพลังงาน หากแต่เป็นการส่งสัญญาณล่วงหน้าเพื่อให้กลไกตลาด โครงสร้างราคาพลังงาน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชพลังงานอย่างอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน โรงงานผู้ผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล ไปจนถึงผู้ค้าน้ำมัน ได้มีระยะเวลาในการปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โครงสร้างราคาที่เป็นเนื้อแท้ตามกลไกตลาดในอนาคต

และเมื่อกำหนดเวลาใกล้มาถึงในเดือนกันยายนปี 2569 คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าสถานีบริการจะปรับตัวพุ่งสูงขึ้นทันทีจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนหรือไม่? และบทบาทของภาครัฐในการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงานจะสิ้นสุดลงไปด้วยหรือไม่?

ในเรื่องนี้ สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ได้ออกมายืนยันและสร้างความมั่นใจให้แก่สาธารณชน โดยระบุว่า แนวทางการดำเนินงานหลังจากครบกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 55 ดังกล่าว สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังคงสามารถขับเคลื่อนกลไกการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันต่อไปได้อย่างไร้รอยต่อ และจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน

เนื่องจากภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงานในปัจจุบัน กองทุนน้ำมันฯ ยังมีเครื่องมือ รูปแบบมาตรการ และกลไกทางกฎหมายอื่นๆ อีกหลายมิติที่สามารถนำมาปรับใช้เพื่อเข้าดูแลและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการผ่านอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ การปรับเปลี่ยนกลไกภาษี หรือการใช้มาตรการเชิงนโยบายร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในกระทรวงพลังงาน

ดังนั้น การครบกำหนดในวันที่ 24 กันยายน พ.ศ.2569 จึงไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านเชิงกลไกตามกรอบกฎหมายที่วางแผนไว้ล่วงหน้า นโยบายการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพและการดูแลผู้บริโภคของภาครัฐยังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น

โดยมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะทำหน้าที่เป็นกันชนรองรับและสร้างสมดุลทางพลังงาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่มีแรงกระเพื่อมเชิงลบด้านราคามาซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชนอย่างแน่นอน.

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.