สัญญาณเตือนภัยอุตฯยานยนต์ไทย เสี่ยงสูญเสียความสามารถในการแข่งขันจี้รัฐรื้อ-ทบทวนนโยบายส่งเสริม
GH News August 24, 2026 11:13 AM

อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยที่กำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย โดยมีสาเหตุหลักมาจากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาและการขาดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ตรงจุดจากภาครัฐ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์โดยเฉพาะรถกระบะลดลงอย่างรุนแรงจนกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด รวมไปถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัวลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังต้องเผชิญกับการรุกคืบของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เข้ามาตีตลาดรถยนต์สันดาปเดิม

และเมื่อเร็วๆ นี้ นายปูร์บายา ยูดี เซเดวา รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซีย ประกาศเชิญชวนอย่างเปิดเผยในงานแสดงเทคโนโลยียานยนต์ พร้อมให้สิทธิประโยชน์และมาตรการจูงใจตามที่โตโยต้าต้องการ แม้ว่าท่าทีของ โตโยต้า จะยังคงยืนยันว่ายังไม่มีแผนย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย แต่ได้สะท้อนปัญหาเรื่องกติกาการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมระหว่างรถที่ผลิตในไทยกับรถ EV นำเข้าจากจีน พร้อมแนะให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่

จากปฏิกิริยาดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณให้รัฐบาลไทยต้องหันกลับมาทบทวนนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์หรือไม่ โดยเฉพาะส่งเสริมการผลิตทั้งระบบรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้าที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป เพื่อรักษาฐานการผลิตและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติให้กลับคืนมาอีกครั้ง รวมไปถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่ต้องมีความมั่นคง เพราะถือเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตและทัดเทียมกับคู่แข่งในภูมิภาคได้

รัฐ-เอกชนต้องผนึกกำลังฝ่าวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต่างมองว่า อุตสาหกรรมรถยนต์ไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อแข่งขันกับอินโดนีเซียและรักษาฐานการผลิตในประเทศ โดยภาครัฐและเอกชนต้องดำเนินการควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็น 1.การส่งเสริมการผลิตแบบควบคู่ (Twin-Track Strategy) อุตสาหกรรมไทยไม่ควรทุ่มเทให้กับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรักษาและส่งเสริมฐานผลิตรถยนต์สันดาป (ICE) ไปพร้อมกัน เพื่อให้ไทยยังคงความเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ทุกประเภททั้งเพื่อขายในประเทศและส่งออก

โดย รถยนต์สันดาป (ICE) ต้องสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น B20 สำหรับรถกระบะ และแก๊สโซฮอล์สำหรับรถเก๋ง เพื่อช่วยลดคาร์บอนและสนับสนุนเกษตรกร ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดำเนินนโยบาย เช่น EV 3.0 และ 3.5 ที่บังคับให้บริษัทที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าต้องตั้งโรงงานผลิตชดเชยในไทย เพื่อเกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจ้างงาน

2.การแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อและกระตุ้นกำลังซื้อ ยอดขายรถยนต์ในไทยที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะรถกระบะที่ยอดขายหายไปถึง 2 ใน 3 เกิดจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมทำให้ GDP เติบโตมากกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อเพิ่มรายได้และกำลังซื้อให้กับประชาชน เพราะหากเศรษฐกิจไม่โต คนไม่มีเงินซื้อสินค้า ผู้ประกอบการก็อาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่เศรษฐกิจดีกว่า

3.การรักษาและใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญคือมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่แข็งแกร่งและจำนวนมาก การปรับตัวต้องเน้นไปที่การสนับสนุนการจ้างงานในภาคการผลิต โดยรัฐควรส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการใช้แรงงานจำนวนมาก (Labor-intensive) มากกว่าการเน้นเพียง Data Center หรือ AI ซึ่งจ้างงานน้อย เพื่อให้เม็ดเงินกระจายไปสู่คนทำงานและซัพพลายเชน, 4.ลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย หากไทยสามารถผลิตรถยนต์ได้ในปริมาณที่สูง และ 5.ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทำให้ไทยพัฒนาล้าหลังเพื่อนบ้าน รัฐบาลต้องมีความชัดเจนในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาวมากกว่าเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว

ปรับปรุงรองรับยานยนต์อนาคต

ขณะที่ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า กรณีที่รัฐบาลอินโดนีเซียออกมาตรการ พร้อมเสนอสิทธิประโยชน์เพื่อดึงโตโยต้าให้เข้าไปลงทุนในประเทศนั้น มองในมุมคนข้างนอกที่ไม่สามารถเข้าไปตัดสินใจหรือก้าวก่ายใครได้ การจะดำเนินการของโตโยต้าเป็นสิทธิ์ในการตัดสินใจของบริษัท ซึ่งที่ผ่านมาโตโยต้าก็มีการลงทุนในหลายประเทศอยู่แล้ว รวมถึงในประเทศไทยเองก็เข้ามาลงทุนตั้งแต่ปี 1962 ก่อตั้งขึ้นเป็นฐานการผลิตนอกญี่ปุ่นแห่งแรกในทวีปเอเชีย และเป็นฐานยุทธศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนอกประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะที่มุมมองการตลาดในประเทศอินโดนีเซียก็มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ อินโดนีเซียมี​ศักยภาพตลาดในประเทศจากประชากรกว่า 275 ล้านคน และอัตราการถือครองรถยนต์ยังต่ำเมื่อเทียบกับ GDP per capita ต่อหัว ทำให้ตลาดอินโดนีเซียมีช่องว่างการเติบโตสูง ขณะเดียวกันรัฐบาลอินโดนีเซียมีนโยบายผลักดันห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ผ่านแร่นิกเกิล เพื่อดึงดูดเม็ดเงิน EV หากมอง​ในมุมนักลงทุนอินโดนีเซียก็อาจจะตอบโจทย์ทั้งการเติบโตของยอดขายในประเทศและการพัฒนาสายการผลิต โดยเฉพาะรถ HEV หรือ Hybrid Electric Vehicle และ BEV หรือ Battery Electric Vehicle แต่การย้ายฐานผลิตหลักทั้งหมดก็ต้องมองถึงความคุ้มทุน ขึ้นอยู่กับระบบนิเวศการผลิตโดยรวม

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ​ในประเทศไทยเองก็มีความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนในไทย โดย​มีความพร้อมของซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1, Tier 2 และ Tier 3 มากกว่า 2,000 ราย ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมากว่า 60 ปี และที่ผ่านมาไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์ แต่เป็น Regional R&D & Engineering Hub ทำให้ความลึกของเทคโนโลยีและต้นทุนโลจิสติกส์ชิ้นส่วนภายในประเทศเกิน 80-90% ในหลายรุ่น

“แต่หากถามว่าการที่ผู้ผลิตไปลงทุนในประเทศอื่นๆ นอกจากประเทศไทยจะส่งผลกระทบหรือไม่ ก็ต้องมองว่าในประเทศไทยอาจจะไม่ได้มีสัดส่วนให้สามารถลงทุนการผลิตใหม่ได้แล้ว ยกเว้นในกลุ่มยานยนต์สมัยใหม่ หรือค่ายรถยนต์ใหม่ๆ เนื่องจากการใช้กำลังการผลิตรวมของไทยอยู่ที่ราว 2.4-2.5 ล้านคันต่อปี แต่ยอดผลิตจริงอยู่ในระดับ 1.6-1.7 ล้านคัน (อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ราว 60-70%) ทิศทางค่ายรถเดิมๆ คาดว่าจะไม่มีการสร้างโรงงานใหม่ แต่อาจจะเป็นการลงทุนเครื่องมือใหม่ทดแทน หรือปรับปรุงสายการผลิตเดิมเพื่อรองรับยานยนต์แห่งอนาคต” นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ในอีกมุมหนึ่งหากอินโดนีเซียมีการผลิตยานยนต์มากขึ้นและอยู่ภายใต้กรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA/ATIGA) ก็จะทำให้ประเทศไทยสามารถนำเข้ารถยนต์บางรุ่น หรือบางยี่ห้อเข้ามาในประเทศได้ จากเงื่อนไขอัตราภาษีศุลกากรระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนหลักลดลงเหลือ 0%

เดินหน้ายกเครื่องภาษีรถยนต์

ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับกระแสข่าวกรณีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นอย่างโตโยต้า มีท่าทีสนใจขยายการลงทุนไปยังประเทศอินโดนีเซียนั้น ยอมรับว่าคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียมีความน่าสนใจในแง่ของผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ประเทศไทยและญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ที่ยาวนานและรู้ใจกัน

“เราต้องช่วยกันฝ่าฟันไปให้ได้ และต้องมีมาตรการจูงใจ (Incentive) หลายเรื่องเพื่อดึงดูดให้เขายังอยู่กับเรา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการคิดกลยุทธ์จีบเขากลับมา” นายวราวุธกล่าว

ขณะที่ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการใหม่และปรับฐานภาษีสรรพสามิต เพื่อสร้างความเท่าเทียมในการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและรถยนต์นำเข้า เพื่อไม่ให้โครงสร้างต้นทุนเสียเปรียบเกินไป

และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ระบุว่า ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตไปเร่งพิจารณาการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรถยนต์ ทั้งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รถสันดาป และรถไฮบริด ที่เข้ามาลงทุนตั้งโรงงานและผลิตรถยนต์ภายในประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศเป็นหลัก เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการในประเทศมาโดยตลอดว่า โครงสร้างภาษีศุลกากรในปัจจุบันมีความลักลั่นสำหรับบางกลุ่มประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่มีความตกลงการค้าเสรี (FTA) ก็จะได้อัตราภาษีที่ถูกกว่า จึงเห็นว่าในส่วนนี้อาจเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาสำหรับผู้ประกอบการภายในประเทศ

“เราคิดว่าภาษีสรรพสามิตจะเป็นมาตรการหนึ่งที่จะสามารถช่วยทำให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งไม่ใช่แค่รถ EV แต่รวมถึงรถสันดาป และรถไฮบริดที่มีโรงงานผลิตในไทยด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการที่อยู่ในไทยมาโดยตลอด จึงได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตไปเร่งพิจารณาเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เพราะว่าวันนี้ผู้ประกอบการในไทยมีการลงทุน และการจ้างงานต่างๆ ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศเติบโต” นายเอกนิติ กล่าว

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นายเอกนิติระบุว่า หลักการเบื้องต้นของมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนและผลิตสินค้าในประเทศไทยนั้น คือ ผู้ประกอบการที่ตัดสินใจตั้งฐานการผลิตจะได้รับสิทธิอัตราภาษีสรรพสามิตที่ต่ำลง ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Supply Chain) ส่วนอีกมิติหากเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ได้มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทยก็จะต้องแบกรับอัตราภาษีที่สูงกว่า เพื่อป้องกันการเสียเปรียบของฝั่งผู้ลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจริง.

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.