ลิ้นหัวใจรั่วคือะไร? สัญญาณเตือนของสุขภาพหัวใจที่ไม่ควรมองข้าม
GH News August 25, 2026 06:11 PM

ลิ้นหัวใจรั่วเป็นภาวะที่ลิ้นหัวใจปิดได้ไม่สนิท ทำให้เลือดไหลย้อนกลับและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้น ลิ้นหัวใจรั่วอาจมีความรุนแรงแตกต่างกัน จึงควรรู้ว่าลิ้นหัวใจทําหน้าที่อะไรและโรคลิ้นหัวใจรั่วอันตรายไหม เพื่อประเมินความเสี่ยงและแนวทางดูแลที่เหมาะสม

ลิ้นหัวใจรั่วคืออะไร? ทำไมจึงส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ

ลิ้นหัวใจรั่ว หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Valvular Heart Disease คือ ภาวะที่ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิท เกิดรอยรั่ว หรือโครงสร้างลิ้นหัวใจเสียหาย ทำให้เลือดบางส่วนไหลย้อนกลับ (Regurgitation) แทนที่จะไหลไปข้างหน้าตามทิศทางปกติ เมื่อเกิดการไหลย้อนเช่นนี้ หัวใจจึงต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดชดเชยส่วนที่ไหลย้อนกลับ และหากภาวะนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ห้องหัวใจจะขยายขนาดขึ้นจนกล้ามเนื้อหัวใจเริ่มอ่อนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวในที่สุด

โรคลิ้นหัวใจรั่วที่พบบ่อยในคนไทยมักเกิดขึ้นบริเวณลิ้นหัวใจไมทรัล (Mitral Valve) ซึ่งอยู่ระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและห้องล่างซ้าย โดยอาจมีสาเหตุจากความผิดปกติแต่กำเนิดหรือความเสื่อมของเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจตามอายุ ผู้ที่เป็นลิ้นหัวใจรั่วในระยะเริ่มต้นอาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่เมื่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการสูบฉีดเลือดจะลดลงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง

ลิ้นหัวใจรั่ว เกิดจากสาเหตุใดบ้าง

ลิ้นหัวใจรั่วเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและปัจจัยที่เกิดขึ้นภายหลัง ดังนี้

  • ความผิดปกติแต่กำเนิด : โครงสร้างลิ้นหัวใจบกพร่องตั้งแต่แรกเกิด เช่น ลิ้นหัวใจไมทรัลปลิ้น (Mitral Valve Prolapse) ทำให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
  • ความเสื่อมตามวัย : หินปูนสะสมบริเวณลิ้นหัวใจเมื่ออายุมากขึ้น ส่งผลให้ลิ้นหัวใจแข็งตัวและปิดไม่สนิท
  • โรคหัวใจรูมาติก (Rheumatic Heart Disease) : ภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ Streptococcus ที่ลำคอ ก่อให้เกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจในระยะยาว
  • การติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ (Infective Endocarditis) : เชื้อโรคในกระแสเลือดเข้าเกาะและทำลายเนื้อเยื่อลิ้นหัวใจจนฉีกขาด
  • หลอดเลือดหัวใจตีบ : กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดส่งผลต่อกล้ามเนื้อยึดลิ้นหัวใจ (Papillary Muscles) ทำให้กลไกการปิดผิดปกติ จนเกิดหัวใจรั่วตามมา
  • ลิ้นหัวใจเอออร์ติกรั่ว (Aortic Regurgitation) : หรือที่เรียกว่า AR คือโรคที่ลิ้นหัวใจเอออร์ติกปิดไม่สนิท พบได้ทั้งจากความเสื่อมและการอักเสบของผนังหลอดเลือด
ลิ้นหัวใจรั่ว ระยะต่าง ๆ แบ่งตามความรุนแรงอย่างไร

ทางการแพทย์แบ่งระดับความรุนแรงของลิ้นหัวใจรั่วตามปริมาณเลือดที่ไหลย้อนกลับและการปรับตัวของหัวใจ โดยแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ดังนี้

  • ระยะเริ่มต้น (Mild Regurgitation) : ลิ้นหัวใจรั่วในระดับเล็กน้อย หัวใจยังปรับตัวได้ดี (Compensatory Mechanism) มักไม่แสดงอาการชัดเจน ตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี
  • ระยะปานกลาง (Moderate Regurgitation) : รอยรั่วมีขนาดใหญ่ขึ้น เลือดไหลย้อนกลับมากขึ้น ห้องหัวใจที่เกี่ยวข้องเริ่มขยายตัว ผู้ป่วยลิ้นหัวใจรั่วอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่ายเมื่อออกแรงมากกว่าปกติ
  • ระยะรุนแรง (Severe Regurgitation) : เลือดไหลย้อนกลับปริมาณมาก ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดอย่างชัดเจน หัวใจทำงานหนักเกินขีดจำกัด โรคลิ้นหัวใจรั่วระยะสุดท้ายอาการที่พบจะรู้สึกหอบเหนื่อย ถึงแม้จะกำลังพักและอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลว
ลิ้นหัวใจรั่ว อาการแบบไหนที่ควรสังเกต?

การสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกายมีความสำคัญ เพราะช่วยให้เข้ารับการวินิจฉัยลิ้นหัวใจรั่วได้ก่อนหัวใจเสียหายถาวร โดยอาการลิ้นหัวใจรั่วที่พบบ่อยมีดังนี้

  • เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก (Dyspnea) : โดยเฉพาะตอนออกแรง เดินไกล หรือขึ้นบันได
  • นอนราบไม่ได้ (Orthopnea) : ต้องลุกขึ้นนั่งกลางดึกเนื่องจากหายใจไม่ออก มักเกิดจากน้ำท่วมปอด
  • วิงเวียนศีรษะหรือเป็นลม (Syncope) : เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
  • ใจสั่น (Palpitation) : หัวใจเต้นเร็ว ผิดจังหวะ หรือเต้นแรงจนรู้สึกได้ ซึ่งเป็นลิ้นหัวใจรั่วอาการที่พบได้บ่อยในระยะปานกลางถึงรุนแรง
  • เจ็บหน้าอก (Chest Pain) : หัวใจทำงานหนักจนออกซิเจนไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • ไอเรื้อรังหรือมีเสมหะปนเลือด (Hemoptysis) : พบเมื่อความดันในปอดสูงขึ้นจากภาวะโรคหัวใจรั่วอาการรุนแรง
  • บวมตามร่างกาย (Edema) : เท้าหรือขาบวมกดบุ๋ม เกิดจากหัวใจฝั่งขวาทำงานผิดปกติ
ลิ้นหัวใจรั่ว รักษาอย่างไร? เลือกแนวทางตามความรุนแรง

แนวทางการรักษาลิ้นหัวใจรั่วจะพิจารณาจากความรุนแรง อาการ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก โดยแบ่งได้ดังนี้

  • การรักษาด้วยยา : ไม่ทำให้ลิ้นหัวใจรั่วหายขาด แต่ช่วยบรรเทาอาการและลดภาระของหัวใจ เช่น ยาลดความดันโลหิตกลุ่ม ACE inhibitors, ยาขับปัสสาวะ (Diuretics) เพื่อลดการคั่งของน้ำ และยากลุ่ม Beta-blockers เพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • การรักษาผ่านสายสวนหัวใจ (Catheter-Based Procedures) : ทางเลือกที่ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ เช่น การใส่คลิปหนีบลิ้นหัวใจไมทรัล (MitraClip) หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน (TAVR/TAVI)
  • การผ่าตัดซ่อมลิ้นหัวใจ (Valve Repair) : วิธีที่แพทย์มักแนะนำเป็นอันดับแรกหากทำได้ เพราะยังคงเนื้อเยื่อเดิมไว้ อาจใช้วงแหวนพยุงลิ้นหัวใจ (Annuloplasty Ring) ร่วมด้วย
  • การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ (Valve Replacement) : ใช้เมื่อลิ้นหัวใจเดิมเสียหายมาก โดยเลือกใช้ลิ้นหัวใจโลหะซึ่งทนทานแต่ต้องกินยาละลายลิ่มเลือดตลอดชีวิต หรือลิ้นหัวใจจากเนื้อเยื่อสัตว์ซึ่งไม่ต้องกินยาต้านการแข็งตัวของเลือดแต่มีอายุการใช้งานจำกัด

นอกจากการรักษาแล้ว การดูแลตัวเองก็มีส่วนสำคัญ หลายคนมักสงสัยว่าโรคลิ้นหัวใจรั่วห้ามกินอะไร? โดยทั่วไปแนะนำให้ลดอาหารเค็มจัดและอาหารไขมันสูง เพื่อไม่ให้หัวใจต้องทำงานหนักเกินจำเป็น

ลิ้นหัวใจรั่ว รู้ทันอาการ ดูแลรักษาอย่างเหมาะสมกับ Vibhavadi Hospital

ลิ้นหัวใจรั่วเป็นภาวะที่ลิ้นหัวใจปิดไม่สนิทจนเลือดไหลย้อนกลับ ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ หากปล่อยไว้โดยไม่สังเกต อาการอาจจะรุนแรงขึ้นจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน การรู้จักสาเหตุ ระยะ และแนวทางรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงช่วยให้รับมือกับโรคลิ้นหัวใจรั่วได้อย่างเหมาะสม ก่อนหัวใจต้องทำงานหนักเกินขีดจำกัด

Vibhavadi Hospital พร้อมดูแลผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจรั่วด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจและเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยที่ครบครัน ทั้งการตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) เพื่อประเมินความรุนแรงของรอยรั่วอย่างแม่นยำ ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่ครอบคลุมตั้งแต่การใช้ยา การรักษาผ่านสายสวนหัวใจ จนถึงการผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับระดับอาการของแต่ละบุคคล

สามารถติดต่อหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

  • Facebook: Vibhavadi Hospital
  • Line: @Vibhavadihospital
  • Email: custserv@vibhavadi.com
  • Tel: 02-561-1111 หรือ 02-581-1111
ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.