จากพระที่ไม่มีใครเลือก สู่พระกริ่ง 101 องค์ที่พลิกแผ่นดินหา บางครั้ง สิ่งล้ำค่าที่สุดไม่ได้ปรากฏตัวต่อโลกด้วยความงดงามตั้งแต่แรก บางครั้งมันถูกมองข้าม
ถูกวางไว้ และรอให้กาลเวลาเป็นผู้เปิดเผยว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่ผู้คนเคยมองผ่านนั้น มีชะตาเช่นไร เรื่องราวของ พระกริ่งชินบัญชร อุดผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม อิสริโก วัดละหารไร่ ก็เป็นเรื่องเช่นนั้น
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2517
พระกริ่งชินบัญชรถูกเททองหล่อแบบโบราณ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2517 จำนวนทั้งสิ้น 3,116 องค์ แต่เมื่อพระกริ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับมิได้เป็นอย่างที่หลายคนคาดหวัง พระบางองค์ไม่ได้งดงามเหมือนภาพที่ปรากฏบนหน้าปกหนังสือหรือใบประกาศโฆษณา
งานหล่อโบราณทิ้งร่องรอยเอาไว้บนองค์พระ
มีทั้งรูพรุน
เนื้อเกิน
เนื้อขาด
เนื้อเทไม่เต็ม
บางองค์ด้านหน้าสวย แต่ด้านหลังกลับมีตำหนิ บางองค์มีร่องรอยทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถึงขนาดมีผู้สั่งจองบางรายนำพระกริ่งกลับมาคืนแก่ คุณชินพร สุขสถิตย์ ผู้จัดสร้าง


ณชินพรเองย่อมมีความกังวล
เพราะเจตนาของการจัดสร้างส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการหาปัจจัยเพื่อพัฒนาวัด หากพระกริ่งไม่เป็นที่นิยม สิ่งที่ตั้งใจเอาไว้ก็อาจไม่เป็นไปดังปรารถนา
แต่ท่ามกลางความกังวลนั้น กลับมีถ้อยคำหนึ่งเกิดขึ้น ถ้อยคำที่ในวันนั้นอาจฟังดูธรรมดา
แต่เมื่อเวลาผ่านมากว่าครึ่งศตวรรษ กลับฟังดูราวกับคำพยากรณ์ ตามคำบอกเล่าของคุณชินพร หลวงปู่ทิมกล่าวว่า
“ไม่เป็นไร เขาเอามาคืนก็รับเอาไว้ อีกหน่อยพลิกแผ่นดินหาก็ไม่เจอ” เวลานั้นไม่มีใครรู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร
ไม่มีใครรู้ว่า พระกริ่งซึ่งมีคนเอากลับมาคืน วันหนึ่งจะกลายเป็นพระกริ่งที่นักสะสมทั่วประเทศปรารถนา
และยิ่งไม่มีใครรู้ว่า ในบรรดาพระกริ่งเหล่านั้น จะมีพระอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งมีชะตาแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
พระที่เหลือจากการคัดองค์สวย หลังจากพระกริ่งชินบัญชรถูกนำออกให้บูชาแล้ว ยังมีพระเหลืออยู่อีกจำนวนร้อยกว่าองค์
แต่ตรงนี้คือรายละเอียดที่สำคัญที่สุดในการศึกษาพระกริ่งชุดที่จะกล่าวถึงต่อไป เพราะพระร้อยกว่าองค์เหล่านี้ มิใช่พระที่คัดเอาองค์สวยที่สุดเก็บไว้
ตรงกันข้าม มันคือพระที่ เหลือจากการคัดองค์สวยออกไปแล้ว ข้อมูลจาก คุณชินพร สุขสถิตย์ ผู้จัดสร้าง ระบุว่า พระกริ่งที่เหลืออยู่มีทั้งองค์ดีและองค์ชำรุด โดยเฉพาะส่วนใหญ่หย่อนความงาม มีตำหนิบ้าง มีรูบ้าง เนื้อเทไม่เต็มบ้าง
พระสวยมีปะปนอยู่ แต่หาได้ยาก นี่คือเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดพระกริ่งอุดผงพรายกุมารที่เราพบเห็นในวันนี้จึงแทบทุกองค์มีบุคลิกไม่เหมือนกัน
องค์หนึ่งมีรูตรงนี้ อีกองค์มีเนื้อขาดตรงนั้น บางองค์ด้านหน้าสวย แต่พลิกด้านหลังกลับพบตำหนิ บางองค์มีตำหนิทั้งสองด้าน ร่องรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการหล่อ ราวกับเปลวไฟและโลหะหลอมเหลวในวันนั้น ได้ทิ้ง “ลายมือ” เฉพาะตัวเอาไว้ให้พระแต่ละองค์
จึงมีข้อความสำคัญในข้อมูลเก่าระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “จะหาสวยชนิดไม่มีตำหนิเลยนั้นไม่มี ต้องมีตำหนิแน่นอน และคิดจะทำปลอมก็ไม่ได้อีก เพราะมีที่ให้สังเกตมากมาย”
ประโยคนี้สำคัญมาก
เพราะมันทำให้เราเข้าใจว่า สำหรับพระกริ่งชุดนี้ ความไม่สมบูรณ์ไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ กลับเป็นส่วนหนึ่งของประวัติการกำเนิดเสียด้วยซ้ำ
สิ่งที่ครั้งหนึ่งทำให้พระเหล่านี้ถูกมองว่า “ไม่สวยพอ”
อีกหลายสิบปีต่อมา กลับกลายเป็นร่องรอยที่นักสะสมต้องก้มลงศึกษาอย่างละเอียด




แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้
เพราะไม่มีใครรู้ว่า พระที่เหลือจากการคัดเหล่านี้กำลังจะได้รับสิ่งใด เมื่อพระที่ไม่มีใครเลือก ถูกเลือกอีกครั้ง
พระกริ่งร้อยกว่าองค์ถูกมอบให้ คุณวรเทพ อุดมรัตนศิลป์ ผู้เจาะก้นพระกริ่งชุดนี้ นำไปเจาะฐานและตกแต่งให้เรียบร้อย
เดิมมีความคิดจะนำชันนะโรงใต้ดินของหลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง มาบรรจุลงไป หากแต่ตามคำบอกเล่าที่บันทึกไว้ เมื่อหลวงปู่ทิมทราบ ท่านกลับกล่าวในความหมายว่า
อย่านำของของผู้อื่นมาปะปนกับของของเรา หากผู้ใดนำไปใช้แล้วเกิดสิ่งใดขึ้นมา คนอื่นจะต้องมาเสียชื่อด้วย
“เอาผงพรายกุมารของเราบรรจุดีกว่า”
และนั่นคือจุดที่ชะตาของพระกริ่งกลุ่มนี้เปลี่ยนไป พระที่ครั้งหนึ่งเหลือจากการคัด
พระที่มีรู
พระที่เนื้อไม่เต็ม
พระที่ผู้คนเคยมองว่าหย่อนความงาม
กำลังจะถูกเจาะก้นและบรรจุ ผงพรายกุมารของหลวงปู่ทิม
จากพระที่ไม่มีใครเลือก กลับกลายเป็นพระที่ได้รับการ “เลือก” ในอีกความหมายหนึ่ง
ตามประวัติ พระกริ่งจำนวน 104 องค์ พร้อมพระชัยวัฒน์อีก 4 องค์ รวมเป็น 108 องค์ ถูกนำเข้าไปไว้ในกุฏิของหลวงปู่ทิม
และพระกริ่งชุดนี้ยังมีประวัติการปลุกเสกยาวนานเป็นพิเศษ ภายในฐานมิได้มีเพียงผงพรายกุมารเท่านั้น
ข้อมูลเดิมยังกล่าวถึงสีผึ้งเมตตามหาเสน่ห์ ผงพุทธคุณ ผงลูกประคำ น้ำมันพระเจ้าตาก และผงพรายกุมารผสมกันอยู่
บางองค์ยังมีการฝังตะกรุดสาริกา ซึ่งพบเพียงไม่กี่องค์
จากนั้นฐานพระถูกลงรักดำและปิดทอง
จึงเกิดเป็นพระกริ่งซึ่งมีชื่อเรียกกันในเวลาต่อมาว่า

