“อภิสิทธิ์” ดักคอ กกต. คดีเลือก สว. 14 ก.ย. ต้องยึดบรรทัดฐานศาลฎีกา เตือนหากเลือกปฏิบัติเจอฟ้อง ม.157 หนุนฟ้องศาลอาญาทุจริตฯ เตือนใช้ดุลพินิจ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยจะกลายเป็น “ผลไม้พิษ”
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ห้องแถลงข่าว พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมพิจารณาคำร้องเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า วันที่ 14 กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครทำผิดแต่จะต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาวุฒิสภา โดยย้ำเตือนให้ กกต. ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และยึดบรรทัดฐานคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยมีมาข้อพิจารณาทางกฎหมายและบรรทัดฐานศาลฎีกา

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 บัญญัติชัดเจนว่าครอบคลุมทั้ง “ผู้สมัครหรือผู้ใด” ที่กระทำการทุจริตหรือรู้เห็นให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่ได้จำกัดแค่ตัวผู้สมัครเท่านั้น
นอกจากนี้ กฎหมายยังใช้คำว่า “ให้คณะกรรมการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา” ซึ่งหมายความว่าเป็นหน้าที่บังคับตามกฎหมาย เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิด กกต. จะต้องยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาโดยไม่มีข้อยกเว้น ทั้งยังต้องพิจารณาประกอบกับมาตรา 76 กรณีพรรคการเมืองเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุน ในการสนับสนุน สว. ก็มีความผิด หรือผู้สมัครใดที่ยินยอมให้คนของพรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือก็มีความผิด และมาตรา 77 เรื่องการซื้อเสียง จัดเลี้ยง หรือเสนอผลประโยชน์ด้วย ซึ่งถือเป็นการผิดกฎหมายเลือกตั้ง ตนเองย้ำเรื่องนี้เพราะในวันที่ 14 กันยายน มีความพยายามที่จะทำให้ประเด็นของการพิจารณาไม่ครอบคลุมทั้งมาตรา 62 และมาตรา 77
นายอภิสิทธิ์ยังชี้ให้เห็นบรรทัดฐานในคดีเลือก สว. ที่ผ่านมา ทั้งของ กกต. และศาลฎีกา ซึ่งเคยตัดสินเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในหลายกรณี ทั้งกรณีการติดต่อแลกเปลี่ยนคะแนนผ่านแอปพลิเคชันไลน์ การจับคู่เสนอตำแหน่ง การโอนเงิน หรือแม้แต่การส่งข้อความขอคะแนนเสียง ซึ่งศาลฎีกาชี้ว่าเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้สมัครเลือกจากประวัติและความรู้ความสามารถอย่างเป็นอิสระ

นายอภิสิทธิ์ยังเตือนว่า หาก กกต. ปฏิเสธการยึดถือบรรทัดฐานเดิม จะเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติหรือการทำงานแบบ 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะ กกต. 4 คน ได้รับการเห็นชอบมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดี ตามหลักนิติธรรมผู้มีส่วนได้เสียไม่ควรลงมติ แต่เนื่องจากกฎหมายบังคับให้ต้องประชุม ทางออกที่ถูกต้องคือ กกต. ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสิน แต่หากผลการพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน ออกมาในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์พร้อมประสานข้อมูลและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้เสียหายคือกลุ่ม สว. สำรอง เพื่อยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อ กกต. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซึ่งมีแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาเปิดช่องให้ฟ้องร้ององค์กรอิสระได้ แต่ตนเองเชื่อว่ายังไงวันที่ 14 กันยายนนี้ก็ไม่จบ เพราะหากส่งศาลวินิจฉัยก็ต้องไปรอศาล แต่ถ้าไม่ส่งก็ไม่จบเหมือนกัน ผู้เสียหายก็คงดำเนินคดีกับการไม่ยึดเอาบรรทัดฐานเดิมซึ่งเคยใช้ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่าในการอภิปรายในสภาเมื่อวาน มีความพยายามของผู้ที่จะปกป้อง โดยใช้คำว่าเกิดผลไม้พิษ จากต้นไม้พิษที่มาจากการเริ่มต้นการสอบสวนที่ไม่ชอบ
ซึ่งตนเองเห็นว่า คนที่พูดทำไมไม่ดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้เคยมีคำวินิจฉัยรองรับกระบวนการทำงานของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ในคดีของนายภูมิธรรม เวชยชัย และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง ศาลมีคำวินิจฉัยไว้ชัด ว่ากระบวนการของการดำเนินการคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ไม่ได้มีอะไรผิด ก็ควรที่จะยึดถือแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตรงกันข้าม หาก กกต. ใช้ดุลพินิจแบบ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัยของ กกต. เองนั่นแหละที่จะกลายเป็น “ผลไม้พิษ” และไม่ใช่ผลไม้ธรรมดา แต่จะเป็นโรคติดต่อเพราะเป็นตัวทำลายระบบการเมืองเปรียบเหมือนเป็นการล้มล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ต้องการให้ระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยมีระบบการตรวจสอบถ่วงดุลไม่ใช่ให้นักการเมืองเข้าไปครอบงำกลไกที่จะมาตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้
ส่วนจะร่วมกับพรรคประชาชนในการทวงคืนความเป็นธรรมและตรวจสอบหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันแต่เคยคุยกันเมื่อตอนประสานงานกับฝ่ายค้านและก็พูดถึงช่องทางของกฎหมายแต่ไม่แน่ใจว่าจะเป็นช่องทางเดียวกันหรือไม่ ขณะเดียวกันเรื่องนี้เริ่มต้นจากผู้เสียหาย กลุ่ม สว.สำรอง ได้ยื่นตรวจสอบ และต่อมาทั้งภาคประชาชนและพรรคประชาชนได้พยายามชี้ให้สังคมเห็นว่าจากการทำงานของอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ก็เกิดข้อเท็จจริงมากมาย และเราก็ทราบว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาไม่ใช่แค่ สว. แต่มีบุคคลในพรรคการเมืองร่วมอยู่ด้วยและทำเป็นขบวนการ จากรูปแบบและแผนการที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ มีลักษณะที่เหมือนกันอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนว่าการกระทำดังกล่าวมิใช่เหตุเกิดขึ้นโดยลำพัง แต่ต้องมีศูนย์กลางหรือผู้บัญชาการสั่งการอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องมีการดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงการรวมตัวของภาคประชาชนในการทำกิจกรรมวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายนนี้ ต้องขอบคุณภาคประชาชนที่ออกมาต่อสู้เรียกร้องความถูกต้อง แม้จะมีความพยายามปิดปากด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดี รวมถึงมีความพยายามที่จะลงโทษเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ทำคดีนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยเห็นว่าทุกฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาคประชาชนหรือพรรคการเมือง ต่างมีจุดร่วมเดียวกันคือการสู้เพื่อความยุติธรรมและความถูกต้องตามกฎหมาย
สำหรับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันความพร้อมที่จะเดินหน้าช่วยเหลือผู้เสียหายทางกฎหมาย หากท้ายที่สุด กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ส่วนกรณีคำร้อง 229 คน หาก กกต. มีมติส่งฟ้องเพียงบางส่วนหรือไม่ครบทั้งหมด ก็จะต้องขอรับฟังเหตุผลและพิจารณารายละเอียดในคำวินิจฉัยของ กกต. ก่อนอย่างรอบคอบ