แสวง แจงยิบขั้นตอนสอบคดีเลือกส.ว.ปี 67 ตั้งกก.3 ชุด ดึงผู้แทน “ตร. -ดีเอสไอ-ปปง.” ร่วมด้วย เผยคำร้องกลุ่มทุจริต 220 เรื่อง พิจารณาเสร็จแล้ว 109 เรื่อง มีมติชงศาลฎีกา 3 คดี ชี้ กฎหมายให้รับโอนคดีได้ ไม่เปิดช่องมอบหน่วยงานอื่นทำ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินคดีกรณีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่า กกต.และสำนักงาน กกต.ได้ให้ความสำคัญโดยได้ดำเนินการพิจารณาคำร้องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา นับแต่มีการเลือก ส.ว. ซึ่งได้แยกกลุ่มเฉพาะที่เป็นการซื้อเสียง และฮั้วการเลือก ส.ว. (เสนอให้ ว่าจ้าง เรียกรับ ฮั้ว จัดตั้ง โพยเลขชุด บล็อกโหวต คะแนนสูงผิดปกติ คะแนน 0) เพราะเห็นว่า เป็นคำร้องที่มีลักษณะพิเศษ มีความสลับซับซ้อน และมีการกระทำเป็นกระบวนการ โดยมีคำร้องที่อยู่ในกลุ่มนี้ 220 คำร้อง และรับเป็นสำนวนเพื่อสืบสวนและไต่สวน โดยได้มีการดำเนินการ ดังนี้ 1.1 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการที่ปรึกษาและประสานการปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสืบสวนและไต่สวนและการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 ซึ่งมีผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
นายแสวงกล่าวต่อว่า 1.2 แต่งตั้งเจ้าพนักงานจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน จาก 3 หน่วยงาน จำนวน 10 คน จากข้าราชการระดับสูง คือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (อีเอสไอ) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ 1.3 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและไต่สวนเพิ่มเติมขึ้นอีก 1 คณะ ซึ่งเป็นคณะพิเศษที่ประกอบด้วยรองเลขาธิการ กกต. 4 คน และจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) 3 นาย ให้มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนและไต่สวนเรื่องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในทุกพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย
นายแสวงกล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้คณะกรรมการสอบสวนและไต่สวนอยู่ระหว่างสอบสวนและไต่สวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสอบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ.2567 และทุกสำนวนต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในระเบียบดังกล่าว และพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ.2565 ซึ่งต้องให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสชี้แจงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
“การเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 มีคำร้อง (รวมความปรากฏ) จำนวนทั้งสิ้น 577 เรื่อง ซึ่ง กกต.พิจารณาแล้วเสร็จ จำนวน 297 เรื่อง เฉพาะกลุ่มทุจริต (เสนอให้ ว่าจ้าง เรียกรับ ฮั้ว จัดตั้ง โพย เลขชุด บล็อกโหวต คะแนนสูงผิดปกติ คะแนน 0) กลุ่มนี้ที่มีจำนวน 220 เรื่อง กกต.พิจารณาแล้วเสร็จ จำนวน 109 เรื่อง และส่งศาลฎีกา จำนวน 3 เรื่อง” นายแสวงกล่าว
นายแสวงกล่าวด้วยว่า 2.การดำเนินการเมื่อมีความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 ได้กำหนดให้ กกต.มีหน้าที่และอำนาจเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏต่อ กกต.ไม่ว่าโดยทางใด ไม่ว่าจะมีผู้แจ้งหรือผู้กล่าวหาหรือไม่ ถ้ามีหลักฐานพอสมควรหรือมีข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนต่อไปว่ามีการกระทำใดอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง ไว้ดังนี้ 2.1 ให้มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีการสอบสวนหรือไต่สวนเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานตามมาตรา 41
นายแสวงกล่าวต่อว่า 2.2 ให้มีอำนาจสอบสวน ไต่สวนหรือดำเนินคดีตามมาตรา 41 และแต่งตั้งพนักงานของสำนักงาน กกต. เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจในการสืบสวน สอบสวน ไต่สวน หรือดำเนินคดีตามระเบียบที่กำหนด และหากมีกรณีมีความจำเป็น กกต. จะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นเจ้าพนักงาน เพื่อปฏิบัติหน้าที่เฉพาะกาลหรือเฉพาะเรื่องตามที่ กกต.กำหนดก็ได้ ตามมาตรา 42
เลขาธิการ กกต.กล่าวอีกว่า 2.3 ให้มีอำนาจในการโอนเรื่องหรือส่งสำนวนโดยให้หน่วยงานของรัฐหรือพนักงานสอบสวน ที่รับเรื่องการกระทำความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองไว้พิจารณาเมื่อ กกต.เห็นว่าเป็นการสมควรที่ กกต.จะดำเนินการเอง ตามมาตรา 49 เมื่อพิจารณาข้อกฎหมายแล้ว กกต.มีอำนาจในการแต่งตั้งเจ้าพนักงานจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้มอบหมายให้หน่วยงานอื่นของรัฐทำหน้าที่แทนไว้
นายแสวงกล่าวอีกว่า กรณีที่เป็นการกระทำกรรมเดียวแต่ผิดหลายบท หน่วยงานอื่นของรัฐหรือพนักงานสอบสวนจะรับเรื่องไว้พิจารณาต้องพิจารณาว่ากฎหมายได้ให้อำนาจไว้หรือไม่ หากกฎหมายให้อำนาจไว้ก็มีอำนาจในการรับเรื่องไว้ดำเนินการเองได้เลย ทั้งนี้ การที่สำนักงาน กกต.มีหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่าได้รับเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรมเป็นคดีพิเศษไว้ดำเนินการแล้วหรือไม่ คดีอะไร ก็เพื่อจะได้เสนอ กกต.พิจารณาตามมาตรา 49 ต่อไป