เกษตรกรหนุ่มหนองบัวฯ แปรรูปข้าวเหนียวสู่ ‘สุราพื้นบ้าน’ กู้วิกฤตราคาข้าวตกต่ำ
ปี 2568 นับเป็นปีที่ชาวนาไทยเผชิญแรงกดดันอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง จากภาวะที่ราคารับซื้อข้าวปรับลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลผลิตข้าวนาปรัง ที่มีการเก็บเกี่ยวในช่วงไตรมาส 4 มากกว่า 80% เมื่อเจอแรงกดดันของการบริโภคที่ค่อนข้างคงที่ ประกอบกับผลผลิตส่วนเกินไม่สามารถระบายออกไปตลาดโลกได้ง่าย เนื่องจากราคาข้าวไทยที่สูงกว่าประเทศผู้ส่งออกโดยเปรียบเทียบ รวมถึงแรงกดดันจากการที่อินเดียเริ่มกลับมาส่งออกข้าวอีก
ส่วนข้าวเปลือกเหนียว เฉลี่ย 13,250 บาท/ตัน ปรับลดลงจาก 13,300 บาท/ตัน ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตของเกษตรกรผู้ทำนา ถึงแม้ว่าจะราคาสูงหรือต่ำก็ยังคงย่ำเดินหน้าทำนา ด้วยหลากหลายเหตุผล ทำให้วิถีชีวิตของเกษตรกรผู้ทำนาต้องฝากความหวังไว้กับโชคชะตา ถ้าดวงดีโชคดีข้าวมีราคาก็ดีไป แต่ถ้าปีไหนข้าวราคาไม่ดีก็ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมไป
แต่ก็ยังมีคนหนุ่มที่อยู่ในกลุ่มยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ของจังหวัดหนองบัวลำภู ที่ได้พยายามพลิกผันตนเอง ด้วยการรวมกลุ่มทำการแปรรูปข้าวเหนียวให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สร้างรายได้ที่ดีกว่า การขายข้าวเปลือก แม้ว่าก้าวย่างการทำงานแปรรูปข้าวเหนียวของเขา พึ่งจะก้าวผ่านกาลเวลามาเพียง 9 เดือน แต่ก็มีสัญญาณที่ดี ที่จะสามารถก้าวเดินไปได้ด้วยดี
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวเหนียวแปรรูปแม่ยศ เลขที่ 221 บ้านโคกม่วย ต.บ้านพร้าว อ.เมืองหนองบัวลำภู โดยมี นายทศพล มีศรี อายุ 30 ปี ลูกชายของแม่ยศ ทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่ม ที่มีสมาชิก 7 คน ได้ร่วมกันทำการแปรรูปข้าวเหนียวให้เป็นสุราพื้นบ้าน ที่ใช้ชื่อว่า “ฮอยไถ” ซึ่งกลุ่มของเขาได้ใช้ข้าวเหนียว กข.6 มาทำการแปรรูป ด้วยการหมักแล้วนำมากลั่นเป็นสุราขาวพื้นบ้านขึ้น
ทศพลเล่าว่า เขาจบการศึกษา ปวช.อิเล็กทรอนิกส์ จากโรงเรียนพิชญบัณฑิต ไปทำงานที่ประเทศเกาหลีช่วงหนึ่งไม่นาน เนื่องจากเห็นว่า แม้ว่าอยู่ที่นั่นราคาค่าแรงงานต่ำไม่ต่างจากบ้านเรา จึงตัดสินใจเดินทางกลับแต่ก็ได้พบกับแฟนที่นั่นเหมือนกัน เป็นคนจังหวัดแพร่ จากนั้นมาทำงานเป็นลูกจ้างของกรมป่าไม้ในพื้นที่ จ.สุโขทัย อยู่ห้วงหนึ่งประมาณ 3 ปี ลาออกไปช่วยพ่อตาที่ลอำเภอสอง จ.แพร่ ทำงานโรงงานสุรากลั่นพื้นบ้าน และได้นำเอาความรู้ประสบการณ์ที่เคยได้ทำ มาพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนบ้านที่มีความสนใจที่จะมาร่วมกันหาวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นกับข้าวเหนียวที่แต่ละปีมีราคาต่ำ โดยเฉพาะในปีนี้ถือว่าราคาข้าวเหนียวต่ำ มีปัญหาที่ทำนาแล้วไม่คุ้มกับการลงทุน จึงเป็นที่มาในการมารวมกันตั้งกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนข้าวเหนียวแปรรูปแม่ยศ และไปขอขึ้นทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ขออนุญาตการผลิตสุรากลั่นจากกรมสรรพสามิต จากนั้นจึงได้ดำเนินการผลิตสุรากลั่นพื้นบ้าน “ฮอยไถ”
ทศพล เล่าอีกว่า สำหรับวัตถุดิบก็จะเป็นข้าวเหนียวจากสมาชิกของกลุ่มนำมาทำการแปรรูป จากข้าวเปลือกมาสีเป็นข้าวสาร นำมาแช่น้ำและนึ่ง โดยจะนำข้าวสารที่แช่น้ำมาห่อในผ้าตาข่ายเขียว ห่อละ 8 กิโลกรัม จากนั้นจะนำเข้าไปใส่ในหม้อนึ่งขนาดใหญ่ จะใส่ครั้ง 7 ห่อเป็น 1 ตั้ง หรือจะทำ 2 ตั้งจะเป็น 14 ห่อ เมื่อนึ่งสุกนำมาเทใส่ตะแคร่กระจายข้าวให้เย็นแล้ว ถึงจะนำลงคลุกเคล้าให้เข้ากับแป้งเหล้า 1 ห่อ ต่อแป้งเหล้า 1 ถ้วยตวง ใส่ลงในถังพลาสติกหมักทิ้งไว้ 7 วัน เปิดทำการผ่าน้ำและหมักต่อไปอีก 7 วัน หรือดูว่าข้าวที่หมักเป็นเหล้ามีแอลกอฮอล์แล้วยัง เพราะว่าถ้าอากาศเย็นจะต้องเพิ่มระยะเวลาไปอีก แต่ถ้าอากาศร้อนจะอยู่ในห้วงระยะเวลา 15-20 วัน ถ้าปริมาณแอลกอฮอล์น้อยก็จะทำให้ได้ เหล้าหรือสุรากลั่นได้น้อย
จากนั้นนำข้าวที่หมักจากในถังหมักที่ได้ระยะเวลาแล้วมาเทลงในหม้อต้มกลั่น ซึ่งตอนนำเหล้าที่หมักมาเทลงในหม้อ จะต้องคอยคนอยู่ตลอด เฝ้าระวังข้าวจะจับตัวกันเป็นก้อน หรือติดก้นหม้อ รอจนเริ่มเดือดเป็นไอ จึงปิดฝาหม้อต้มกลั่น ให้ไอความร้อนไปตามท่อ ที่ผ่านถังน้ำเย็นและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำลงสู่ถังด้านล่าง เป็นสุรากลั่น ซึ่งน้ำสุรากลั่นที่ออกมาครั้งแรกของการกลั่นจะมีปริมาณแอลกอฮอล์สูง ซึ่งเรียกว่า น้ำหัว ประมาณ 70-80 ดีกรี ส่วนน้ำที่ออกมาตอนหลังจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ลดลงเรื่อยๆ เรียกว่า น้ำปลาย จากนั้นจะเอาน้ำหัวมาผสมกับน้ำปลาย วัดปริมาณแอลกอฮอล์ให้ได้ตามที่เราต้องการ ซึ่งสุรากลั่นพื้นเมืองของ “ฮอยไถ” จะมีความเข้มข้นที่ 40 ดีกรี นำกรอกลงขวด ติดตราฮอยไถและอากรแสตมป์ ส่งขายตามร้านค้า
นายปรีชา ใจใหญ่ ที่ปรึกษาของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปข้าวเหนียว กล่าวว่า ในฐานะที่ปรึกษากลุ่มได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านในหมู่บ้านรับรู้ว่าที่นี่ได้ทำอะไร ใครอยากจะมาร่วมเข้าเป็นสมาชิกก็มาได้ ใครมีสินค้าพื้นบ้านผักสวนครัว โดยเฉพาะขิง ข่า กระเทียม ดีปลี พวกนี้ประมาณ 7 ชนิด ที่จะนำมาเป็นส่วนผสมของแป้งเหล้า เราก็จะรับซื้อ จะรับซื้อข้าวเปลือกเหนียวจากชาวบ้านในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดทั่วไป กิโลกรัมละ 1 บาท จะเปิดโอกาสให้มาลงหุ้นด้วย ไม่ได้ปิดกั้นสำหรับผู้ที่อยากจะเข้ามาร่วม และต่อไปก็จะต้องทำให้กลุ่มมีความเป็นมาตรฐานมากขึ้น แต่ตอนนี้สิ่งที่กลุ่มเน้นคือความสะอาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งก็จะมีเจ้าหน้าที่ทางสาธารณสุขในพื้นที่เข้ามาตรวจสอบกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
นายเฉลิมเกียรติ ศิริชน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองหนองบัวลำภู กล่าวว่า ทางสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองหนองบัวลำภูได้เข้ามาส่งเสริมสนับสนุนการตั้งกลุ่มแปรรูปข้าวเหนียวให้กับทางกลุ่ม และเห็นว่าตัวประธานเองก็ยังเป็นคนหนุ่ม จึงมีการแนะนำให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายของยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เพื่อสร้างเครือข่ายของตนเอง ซึ่งอย่างปีนี้ ข้าวเปลือกเหนียวราคาตกต่ำก็จะเป็นทางออกอีกทางหนึ่งที่เกษตรกรเองไม่ต้องขายข้าวเปลือก แต่สามารถนำเอาข้าวเปลือกมาแปรรูปเป็นสินค้าอื่นจำหน่ายสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นได้
วันนี้ วิสาหกิจชุมชนแปรรูปข้าวเหนียวแม่ยศแห่งนี้ กำลังอยู่ในวัยที่เริ่มก้าวเดินสู่จุดหมายปลายทางที่เติบใหญ่และพัฒนาตนเองให้ยั่งยืน ซึ่งเป็นความหวังหนึ่งของชุมชนที่ได้มีการหาเส้นทางเลือก เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสินค้าการเกษตรในพื้นถิ่นของตนเอง ให้ออกสู่ตลาด เป็นการสร้างรายได้ สร้างโอกาส ที่ไม่รอให้เฉพาะพ่อค้าคนกลางหรือตลาดเป็นผู้กำหนดราคาแต่ฝ่ายเดียว จึงนับว่าเป็นอีกต้นแบบหนึ่งในแนวคิดพัฒนาสินค้าสู่กระบวนการตลาดของยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์รุ่นใหม่กับเพื่อนบ้านที่ไม่ยอมจำนนกับราคาสินค้าอยู่กับพ่อค้าคนกลาง