ผู้เขียน | จรัสพงษ์ สรวิสูตร |
---|
ปฏิวัติวงการแพทย์ด้วย AI : จุดเปลี่ยนของอนาคต (ตอนที่ 1)
เมื่อต้นปีนี้ World Economic Forum (WEF) ได้เผยแพร่รายงานปี 2025 เกี่ยวกับบทบาทของ AI ในระบบสาธารณสุข ผมรู้ทันทีว่านี่เป็นประเด็นที่ควรได้รับความสนใจ เนื่องจากรายงานนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของ AI ในวงการแพทย์ เส้นทางที่เป็นไปได้ของ AI ในอนาคต และสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อให้ AI สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้อย่างแท้จริง โดยในตอนที่ 1 ผมจะพาผู้อ่านไปสำรวจสถานการณ์ปัจจุบันของ AI และ 4 รูปแบบของอนาคตที่ AI อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบสุขภาพ
•AI ในวงการแพทย์: ตอนนี้เราอยู่ตรงไหน?
แม้ว่าหลายอุตสาหกรรม เช่น ภาคการเงิน อุตสาหกรรมการผลิต และธุรกิจบริการ จะสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ในวงการแพทย์ การเปลี่ยนแปลงยังเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป นี่ไม่ได้เป็นเพราะ AI ขาดศักยภาพ แต่เป็นเพราะอุตสาหกรรมสาธารณสุขมีความซับซ้อนสูง การตัดสินใจทางการแพทย์เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตของผู้ป่วย ดังนั้นการนำ AI เข้ามาใช้ จึงต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการนำ AI มาใช้ในระบบสุขภาพยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ AI ก็ได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงศักยภาพแล้วในหลายๆ ด้าน
เช่น AI สามารถช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่ต้องใช้การตรวจวินิจฉัยผ่านภาพถ่ายทางการแพทย์ เช่น X-ray, MRI และ CT Scan โดย AI สามารถตรวจพบมะเร็งและภาวะหัวใจผิดปกติได้เร็วกว่าการวิเคราะห์ของมนุษย์ในบางกรณี ในแง่ของการบริหารโรงพยาบาล AI สามารถช่วยลดระยะเวลาการรอคอยของผู้ป่วย เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเตียง ช่วยจัดตารางเวรของแพทย์และพยาบาลให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วย
การพัฒนายาก็เป็นอีกหนึ่งด้านที่ AI มีบทบาทสำคัญ โดยปกติแล้ว การค้นคว้าและทดลองยาตัวใหม่ใช้เวลาหลายปี แต่ AI สามารถวิเคราะห์ฐานข้อมูลทางพันธุกรรมและผลการทดลองทางคลินิกเพื่อคาดการณ์ว่าสารประกอบใดมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาโรค
•4 รูปแบบของอนาคต AI ในระบบสุขภาพ
รายงานของ World Economic Forum (WEF) ได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ AI ในอนาคต และนำเสนอ 4 รูปแบบที่เป็นไปได้ ซึ่งแต่ละแบบมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์อย่างสิ้นเชิง
ในรูปแบบแรก โลกอาจเปลี่ยนจากระบบสาธารณสุขที่เน้นการรักษา ไปสู่ระบบที่มุ่งเน้นการป้องกันโรค ด้วยเทคโนโลยี AI ปัจจุบัน หลายคนคงคุ้นเคยกับอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่น สมาร์ทวอตช์ที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือแจ้งเตือนเมื่อพบค่าความดันโลหิตที่ผิดปกติ ในอนาคต AI อาจก้าวล้ำไปไกลกว่านั้น ระบบจะสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงของโรคเฉพาะบุคคลได้ล่วงหน้า โดยอาศัยข้อมูลจากพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้คนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ก่อนที่โรคจะเกิดขึ้นจริง
อีกหนึ่งภาพของอนาคตที่เป็นไปได้ คือการที่ AI กลายเป็น แพทย์ประจำตัวของทุกคน ซึ่งหมายความว่า การเข้าถึงบริการทางการแพทย์จะง่ายขึ้นอย่างมหาศาล ปัจจุบัน มีผู้คนจำนวนมากที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงการรักษา โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทหรือประเทศที่มีแพทย์ไม่เพียงพอ หาก AI สามารถพัฒนาไปถึงระดับที่ให้คำแนะนำทางการแพทย์แบบเรียลไทม์ได้ผ่านสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อัจฉริยะ จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์
รูปแบบที่สาม คือการที่ โรงพยาบาลถูกขับเคลื่อนด้วย AI ระบบการแพทย์ในปัจจุบันมักเผชิญปัญหาการบริหารจัดการที่ยุ่งยาก โรงพยาบาลหลายแห่งต้องเจอกับปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดปัญหาผู้ป่วยต้องรอคิวนาน หรือมีเตียงรองรับผู้ป่วยไม่เพียงพอ หาก AI สามารถเข้ามาช่วยจัดการระบบโรงพยาบาลได้ ตั้งแต่การลงทะเบียนผู้ป่วย การจัดลำดับความสำคัญของการรักษา ไปจนถึงการบริหารเวชภัณฑ์และบุคลากร AI อาจช่วยให้ระบบโรงพยาบาลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
รูปแบบสุดท้ายที่ WEF คาดการณ์คือ AI อาจช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบสาธารณสุขแบบดั้งเดิม ทุกวันนี้ หลายประเทศยังคงเผชิญปัญหาการขาดแคลนแพทย์และโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์ การสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่และระบบสาธารณสุขที่ทันสมัยต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ AI อาจเป็นทางออกที่ช่วยให้ประเทศเหล่านี้สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานแบบดั้งเดิม
•แล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?
AI ในวงการแพทย์กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และแม้ว่าจะยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่แพทย์ได้ทั้งหมด แต่ก็เริ่มมีบทบาทสำคัญในการช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการแพทย์ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากรายงานของ WEF คือ AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับอนาคต แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยพัฒนาระบบสุขภาพในปัจจุบัน
หนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ ในปัจจุบัน หลายคนยังไม่ไว้วางใจ AI ในการวินิจฉัยโรคหรือให้คำแนะนำทางการแพทย์ อาจมองว่า AI เป็นระบบที่ไม่มีความสามารถในการเข้าใจสภาพจิตใจและความรู้สึกของผู้ป่วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการให้บริการทางการแพทย์ การรักษาโรคไม่ใช่เพียงแค่การให้ยาหรือการผ่าตัด แต่เกี่ยวข้องกับการสื่อสาร การให้คำแนะนำ และการสนับสนุนด้านจิตใจ ซึ่ง AI ยังไม่สามารถเข้าถึงในระดับเดียวกับแพทย์และพยาบาลได้
อีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการนำ AI มาใช้ คือ โครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งในปัจจุบันยังคงกระจัดกระจาย ข้อมูลผู้ป่วยยังไม่ได้ถูกเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทำให้การใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยยังมีข้อจำกัด ระบบสาธารณสุขในหลายประเทศยังไม่พร้อมที่จะรองรับเทคโนโลยี AI ทั้งในแง่ของโครงสร้างพื้นฐานและความสามารถของบุคลากร
หากต้องการให้ AI กลายเป็นส่วนสำคัญของระบบสุขภาพ การเปลี่ยนแปลงจะต้องเริ่มต้นจากระดับนโยบายและการวางโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม จะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายและข้อบังคับให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี AI เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้โดยไม่ติดขัดกับข้อจำกัดทางกฎหมาย
แน่นอนว่า AI อาจไม่สามารถแทนที่แพทย์ได้ทั้งหมดในเร็วๆ นี้ แต่สามารถทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยอัจฉริยะ” ที่ช่วยให้แพทย์ทำงานได้อย่างแม่นยำและรวดเร็วขึ้น สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากรายงานของ WEF คือ อนาคตของ AI ในระบบสุขภาพไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว แต่อาจมีการพัฒนาไปได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย การยอมรับของแพทย์ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี
หากใช้ AI อย่างเหมาะสม และจัดการกับอุปสรรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ระบบสุขภาพของโลกมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดียิ่งขึ้น