ช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคม-เมษายน อากาศแห้งและอุณหภูมิสูงทำให้ไฟป่ามีแนวโน้มที่จะลุกลามได้ง่าย ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในบางปีที่มีการสะสมของวัสดุแห้งในพื้นที่ป่า
ล่าสุด อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง พบว่ามีจุดความร้อนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 – 25 มีนาคม 2568 พบจุดความร้อน 557 จุด เพิ่มขึ้นกว่าในปี 2567 ที่พบจุดความร้อนในช่วงเวลาเดียวกันนี้เพียง 401 จุด ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 38.9 %
ด้วยเหตุนี้ (25 มีนาคม 2568) นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงประกาศปิดอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง จังหวัดพะเยา เป็นการถาวร โดยไม่มีกำหนด เพราะสถานการณ์ไฟป่าที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างหนัก รวมถึงเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นควันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นกรณีเดียวกันกับการประกาศปิดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อไม่นานผ่านมา โดยจะห้ามเข้าพื้นที่เก็บของป่าทุกกรณี ตั้งแต่วันนี้ (25 มีนาคม 2568) เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านสามารถฟื้นฟูพื้นที่ป่าได้อย่างเต็มที่
อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยว่า จุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูนางมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องอย่างน่ากังวล โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (1 ตุลาคม 2567 – 25 มีนาคม 2568) พบจุดความร้อนถึง 557 จุด ซึ่งสูงกว่าปีก่อนถึง 38.9% ที่พบจุดความร้อนในช่วงเวลาเดียวกันนี้เพียง 401 จุด และส่งผลให้การฟื้นฟูพื้นที่ป่าเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยมุ่งหวังที่จะปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศจากการถูกทำลายจากไฟป่า
“มาตรการนี้ถือเป็นการดำเนินการที่เด็ดขาดตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มุ่งแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องทรัพยากรป่าไม้ของไทย” นายอรรถพลกล่าว
ทั้งนี้ได้มีการส่งกำลังเจ้าหน้าที่ของอุทยานแห่งชาติดอยภูนาง จาก 8 หน่วยพิทักษ์ และ 1 จุดสกัด รวม 94 นาย เจ้าหน้าที่ชุดเสือไฟ 30 นาย จากศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าแพร่และเชียงราย ร่วมกับชาวบ้านที่ได้รับการจ้างประจำจุดเฝ้าระวังอีก 50 จุด จำนวน 150 คน เฝ้าระวังและเข้าควบคุมไฟป่าในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและเข้มข้น
กรมอุทยานฯ เตือนผู้ลักลอบเผาป่าว่า โทษสูง รออยู่ ผู้ที่กระทำความผิดสามารถถูกลงโทษตาม พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีโทษจำคุก 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 400,000 บาทถึง 2,000,000 บาท นอกจากนี้ยังสามารถถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมตาม พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ รวมถึงการชดเชยค่าเสียหายจากไฟป่าในอัตรา ไร่ละ 120,000 บาท ซึ่งจะนำไปใช้ในการฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสียหาย
ในปีงบประมาณ 2568 นี้ มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเผาป่าไปแล้ว 63 คดี โดยมีผู้ต้องหาถึง 21 คน และพื้นที่ป่าเสียหายกว่า 2,700 ไร่
การเกิด จุดความร้อน (Hotspots) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูนาง เป็นผลมาจากหลายปัจจัยที่สามารถรวมถึงทั้งสาเหตุจากธรรมชาติและจากการกระทำของมนุษย์ นี่คือบางสาเหตุที่สำคัญ
1. การเผาป่าโดยมนุษย์
การเผาป่าเพื่อ เกษตรกรรม หรือ การล่าสัตว์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดจุดความร้อนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ การลักลอบเผาป่าจะทำให้เกิดไฟป่าที่รุนแรง ซึ่งสามารถลุกลามไปในพื้นที่กว้างและทำลายระบบนิเวศได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิสูงและอากาศแห้ง
2. การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ
การ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ฤดูร้อนที่รุนแรง สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไฟป่าได้ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นและไม่มีฝนตก ทำให้พืชพรรณในป่ามีความแห้งแล้งและพร้อมที่จะติดไฟได้ง่าย
3. การสะสมของวัตถุที่สามารถติดไฟได้
ในบางพื้นที่ที่มี พืชพรรณแห้ง หรือ เศษวัสดุจากการเกษตร เช่น ฟางหญ้าหรือใบไม้แห้งที่ทิ้งไว้ในป่า หากมีแหล่งความร้อน เช่น การเผาขยะหรือการเผาหญ้าในพื้นที่เกษตรกรรมก็อาจทำให้เกิดจุดความร้อนได้
4. การทำลายระบบนิเวศและการก่อสร้าง
กิจกรรมที่ ทำลายป่า เช่น การตัดไม้หรือการใช้พื้นที่ป่ามาทำการเกษตรสามารถทำให้สภาพแวดล้อมในป่าตกอยู่ในสภาวะที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเผาเพื่อทำการเกษตรหรือพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม ส่งผลให้เกิดการสะสมของวัตถุที่สามารถติดไฟได้และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดไฟป่า
5. การลักลอบเผาป่า
ในหลายๆ พื้นที่ที่มีการขยายตัวของการเกษตรเชิงพาณิชย์ บางครั้งเกษตรกรอาจเลือกที่จะใช้วิธีการ เผาป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่ปลูกพืช เช่น ข้าวโพดหรืออ้อย หรือแม้กระทั่งเพื่อเปิดทางให้กับการเพาะปลูกในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง วิธีนี้ทำให้เกิดจุดความร้อนและไฟป่าที่รุนแรง
6. การขาดการเฝ้าระวังและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ
แม้ว่าจะมีการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติ แต่ในบางพื้นที่ยังมี ขาดแคลนทรัพยากร และ บุคลากรในการดูแล ซึ่งทำให้เกิดปัญหาการลักลอบเผาป่าและไฟป่าเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย นอกจากนี้การเข้าถึงพื้นที่ป่าบางแห่งอาจยากลำบาก ทำให้การควบคุมและป้องกันไฟป่าล่าช้า
7. ฤดูกาลไฟป่า (ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน)
ในช่วงฤดู ร้อน โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมถึงเมษายน อากาศแห้งและอุณหภูมิสูงทำให้ไฟป่ามีแนวโน้มที่จะลุกลามได้ง่าย ปัญหานี้ทวีความรุนแรงขึ้นในบางปีที่มีการสะสมของวัสดุแห้งในพื้นที่ป่า