จากโรดแมป “สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่มุ่งจัดระเบียบปรับเปลี่ยน “บรรทัดทอง” จากร้านขายอุปกรณ์กีฬาและอะไหล่เซียงกงมาสู่ “Food Destination” ไนต์ไลฟ์สตรีตฟู้ด เทียบเท่าเกาหลี ญี่ปุ่น
โดยมีร้านดังระดับตำนานและร้านมิชลินเป็นแม็กเนตดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและต่างชาติ หลายร้านมาใหม่ก็โด่งดังมาจากการรีวิวของโลกโซเชียล
“ประชาชาติธุรกิจ” ลงพื้นที่สำรวจพบว่า ย่านบรรทัดทองคึกคักเป็นบางจุด หลายจุดก็ซบเซา มีหลายร้านก็ประกาศเซ้งร้าน และปิดกิจการ โดยเฉพาะร้านขนาดเล็ก
นายสมพจน์ อุดมจตุพรชัย ผู้จัดการ ร้านเจ้วรรณ น้ำเต้าหู้เจ้าดัง เผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่หลังตรุษจีนที่ผ่านมา ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติมาเดินบรรทัดทองน้อยลง ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ถือว่าหนักเรื่องค่าเช่า
ที่ผ่านมาค่าเช่าของผู้เช่าเก่ามีปรับเพิ่มขึ้นบ้าง ส่วนของที่ร้านปรับขึ้นทุกปี ปีละ 2,000 บาทต่อคูหา ซึ่งการขึ้นค่าเช่าระบุในสัญญาตั้งแต่แรกว่าจะปรับขึ้นทุกปี ปีละเท่าไร
“ผู้เช่าใหม่อาจลำบาก เพราะค่าเช่าแพง อย่างรอบ ๆ ร้านเจ้วรรณ มีผู้เช่าใหม่มาแล้วก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ บางร้านเปิดได้เดือนเดียวก็ต้องปิดกิจการ ทั้งที่ลงทุนเป็น 10 ล้านบาท”
นายสมพจน์เสริมว่า ร้านเจ้วรรณ อยู่มาตั้งแต่ปี 2540 เจ้าเก่าอาจลำบากเรื่องต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ส่วนค่าเช่าขึ้นทุกปี ร้านต้องปรับราคาตามเพื่อให้อยู่ได้ แต่เราขึ้นมากไม่ได้ เพราะขนมหวานราคา 50-60 บาท ถ้านักท่องเที่ยวมาไม่เยอะจริง ๆ ก็เหนื่อย เทียบกับปีที่แล้วถือว่า ปีนี้นักท่องเที่ยวเยอะ แต่เพิ่งมาเงียบหลังตรุษจีน
อีกมุมอาจมาจากการปราบจีนเทา หรือมีบางกลุ่มเข้ามาเซ้งร้าน แต่ก็ไม่แน่ใจ ก่อนหน้านี้มีคนจีนจำนวนมากที่นั่งรถแพง ๆ เข้ามากินเที่ยว
ปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาย่านนี้จะคนไทยประมาณ 50% คนจีน 40% อีก 10% เป็นชาติอื่น ๆ ส่วนในช่วงเทศกาลคนไทยจะมากกว่า
“ขอแสดงความคิดเห็นต่อเจ้าของพื้นที่ว่าให้คงค่าเช่าไว้หน่อย ผู้ประกอบการใหม่เขาลำบาก ต้องลงทุนค่าเซ้ง ค่าตกแต่ง กว่าจะคืนทุนไม่ใช่เรื่องง่าย เศรษฐกิจไม่ดี ขอให้ช่วยกันสักหน่อย เพื่อให้พื้นที่ปทุมวัน บรรทัดทอง ติดตลาดต่อไป”
นางกนกวรรณ ศรีกมลศิริศักดิ์ หรือ “เจ๊โบว์” ร้านข้าวมันไก่ กล่าวไปในทิศทางเดียวกันกับร้านเจ้วรรณว่า มีแผนปิดกิจการร้านในเร็ว ๆ นี้ เพราะต้องการพักผ่อน ประกอบกับมีคนมาติดต่อเรื่องสิทธิการเช่าพื้นที่พอดี ซึ่งระยะหลังค่าเช่าขยับขึ้นทุกปี
ปัจจุบันค่าเช่าจะเพิ่มขึ้นปีละ 5% สวนทางกับจำนวนคนที่มาเดิน ระยะหลังดูซบเซาลง อาจเป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจด้วย ช่วงพีกที่คนมาเดินเยอะอยู่ระหว่าง 18.00-21.00 น. สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ก็ได้รับผลกระทบเหมือนกันทุกร้าน
“ทำเลตรงกลางของถนนบรรทัดทอง (ช่วงซอยจุฬาฯ 16) ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนร้านหรือผู้เช่ามากนัก เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลาง อย่างที่ร้านก็ย้ายมาอยู่ตรงนี้ราว 10 ปีแล้ว”
ที่สังเกตหลังเทศกาลตรุษจีน จำนวนนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลง ถ้าเทียบช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่แล้ว ปีที่แล้วถือว่าดีกว่า ตอนนี้ก็รอลุ้นช่วงสงกรานต์จะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้นหรือไม่
“ภาพรวมซบเซาลง มีปิดไปหลายร้าน ทุกวันนี้มีร้านใหญ่ ๆ เปิดเยอะขึ้น ผู้บริโภคก็มีตัวเลือกเยอะขึ้น อย่างร้านเราก็ต้องทำใจ”
“ก็เข้าใจบรรทัดทองเป็นพื้นที่ใจกลางเมือง กำลังบูม แต่อยากให้พิจารณาเรื่องความเหมาะสมของค่าเช่า ถ้าอยากให้โซนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ไม่ใช่ว่าขึ้นแต่ค่าเช่าเพราะทำเลดี ร้านค้าก็อาจอยู่ไม่ได้” เจ๊โบว์กล่าว
อย่างไรก็ตาม “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สอบถามไปยังสำนักทรัพย์สิน จุฬาฯ ถึงประเด็นการเรียกร้องขอลดค่าเช่าพื้นที่ของกลุ่มผู้ประกอบการในย่านนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างการติดต่อกลับ
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการรายเล็กในย่านบรรทัดทองเปิดเผยว่า สํานักทรัพย์สินจุฬาฯ ให้ทำสัญญาเช่าปีต่อปี ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เป็นสัญญาเช่าระยะยาว และในสัญญาจะระบุขึ้นค่าเช่าทุกปี ปีละ 5%
“เมื่อค่าเช่าได้ปรับขึ้นทุกปี แต่ลูกค้ากลับน้อยลง ผลกระทบแบบนี้ไม่มีในสัญญา จึงขอความเห็นใจจากสํานักทรัพย์สินจุฬาฯ เราอยู่ตรงนี้มานาน บรรทัดทองบูมขึ้นมาได้เพราะทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
“ก่อนหน้านี้มีร้านคนจีนอยู่หลายร้าน แต่ก็เริ่มถอยออกไป ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร แต่ร้านส่วนใหญ่เริ่มอยู่ยาก เพราะต้นทุนขยับขึ้น ราคาอาหารก็ต้องสูงตามเป็นไฟต์บังคับ”
อย่างการจัดกิจกรรมตลาดนัดที่จุฬาฯ ซอย 5 คนก็เข้าไปเดินตรงนั้น จุดอื่นก็เงียบลง มีทั้งข้อดี ข้อเสีย จุฬาฯมองว่าเป็นการดึงคนเข้ามา แต่ข้อเสียคือดึงคนจากตรงนี้ไปแทน
ถ้ามองในแง่ของจุฬาฯ อาจทำถูกในฐานะนักพัฒนาพื้นที่ แต่ถ้ามองในฐานะผู้ประกอบการ ระยะยาวก็อยู่ยาก
“เพราะในพื้นที่ไม่มีอะไรหลากหลาย ไม่มีธนาคาร ไม่มีร้านตัดผม ร้านทำเล็บ มีแต่ร้านอาหาร แล้วความยั่งยืนอยู่ตรงไหน”
ล่าสุด “บัวลอยปริญญา ลาวาไส้ทะลัก” ที่อยู่ย่านนี้มานานกว่า 8 ปี ประกาศในโซเชียลมีเดียจะเปิดให้บริการวันที่ 24 มีนาคม 2568 เป็นวันสุดท้าย และจะย้ายร้านไปรวมกับ “สเต๊กอาม่า” บริเวณแยกจุฬาฯ ซอย 12 ซึ่งอยู่ห่างจากร้านเดิม 12 ห้อง ในเดือนเมษายนนี้
โดยระบุเหตุผล เนื่องจากค่าเช่าที่สูงขึ้นมาก (จาก 30,000 เป็น 110,000 บาท/เดือน) และค่าวัตถุดิบที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ขึ้นจากเดิมกว่า 2 เท่า)
“เราจึงไม่อยากขึ้นราคามากกว่านี้ แต่เราสู้ค่าเช่าไม่ไหวจริง ๆ ขอบพระคุณทุกท่านที่อุดหนุนและสนับสนุนเราอย่างต่อเนื่อง เจอกันเดือนเมษายนนี้ ที่ร้านสเต๊กอาม่า (จำหน่ายในราคาเดิม) ส่วนสาขาอื่น ๆ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ”
“ก่อนจะย้ายไปรวมกับสเต๊กอาม่า เราอยู่ตรงนี้ 8 ปีแล้วก็รู้สึกใจหายมาก ๆ แต่ก็ยังขายอยู่ในย่านบรรทัดทอง”
“โพสต์เก่าขอลบนะคะ เนื่องจากมีหลายท่านเข้าใจผิดในหลาย ๆ ประเด็น เราแค่อยากชี้แจงว่า ที่เราอยู่ไม่ไหวเพราะอะไร ไม่ได้มีเจตนากล่าวหาใคร หากทำให้หลายท่านเข้าใจผิด ต้องกราบขออภัย ร้านใหม่จะเปิดในเดือนหน้า ส่วนสาขาอื่นเปิดตามปกติ”