“ภคมน” เปิดเกมซักฟอกวันที่ 2 เดือด ฟาด “อิ๊งค์” นั่งนายกฯ 7 เดือน ทำได้แค่ “พ่อกลับบ้าน” ด้าน “รังสิมันต์” แฉ "อิ๊งค์" รู้เห็นดีลลับลังกาวี แลกพ่อกลับไทยไม่ติดคุกแม้วันเดียว ชี้เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา “ทวี”สวนกลับ“โรม” ลั่น ไม่มีดีลแลกประเทศ ชี้เป็นเพียงจินตนาการทางการเมือง ย้อนถามคิดอะไร ใครคือปีศาจ “แพทองธาร” โยน “ยุติธรรม” แจงปมชั้น 14 ลั่นไม่กลัวหมัดเด็ด ยันเปิดทางตรวจสอบภาษี ขณะที่ “อนุสรณ์”เย้ยขอน้ำปลาด่วน “ฝ่ายค้าน”อภิปรายฯจืดชืด แนะจับตา “งูเห่า” โหวตหนุน “นายกฯ”
เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 25 มี.ค. 68 ที่อาคารรัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงสภาเพื่อเข้าร่วมประชุมญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ วันที่ 2 พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการอภิปรายฯ วันแรกว่า ก็ดีนะ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ตอบสนุกดี
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านคาดหวังให้นายกฯ ตอบชี้แจงยาวๆ เช่น โรงแรมที่เขาใหญ่ นายกฯ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่เนื้อหา และต้องรักษาเวลาของสภา ซึ่งตนเป็นคนที่พูดตรงพ้อยท์พูดยืดยาวไม่ค่อยเป็น แต่ก็จะพยายามพูดให้ยาวขึ้น
เมื่อถามว่า การชี้แจงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. มั่นใจว่าเคลียร์หรือไม่อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เคลียร์ค่ะ และดีใจที่หลายฝ่ายออกมาขยายผล ส่วนกรณีของโรงแรมที่เขาใหญ่ ตนนั่งดูอยู่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็ได้ชี้แจงถือว่าละเอียดพอสมควร และตนไม่อยากจะเสียเวลาสภามากนัก ซึ่งวันนี้ฝ่ายรัฐบาลมีเวลา 3 ชั่วโมงครึ่ง
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านระบุว่าวันนี้จะมีไฮไลท์ การอภิปราย กลัวจะมีหมัดเด็ดอะไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ไม่กลัวค่ะ ความจริงไม่น่าจะมีอะไรที่เราทำผิดหรือไม่โปร่งใส เพราะอย่างที่บอกไปเมื่อวันที่ 24 มี.ค. บัญชีทุกอย่างของบ้านเรา ดูตั้งแต่ปี 2549 ตั้งแต่รัฐประหารคุณพ่อ ทุกอย่างก็โปร่งใส บัญชีเล็ก บัญชีน้อยต่างๆ ไม่มีอะไรผิดอยู่แล้ว การแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เราก็ทำตามกฎตามเกณฑ์ทั้งหมด และตนก็ถามตลอดว่า ถ้ามีการซื้อใหม่จะทำอย่างไร เราพยายามให้เคลียร์ตลอดอยู่แล้ว“
เมื่อถามว่า การอภิปรายเมื่อวันที่ 24 มี.ค. คิดว่ามีอะไรที่จะต้องอธิบายกับประชาชนเพิ่มเติมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าครบแล้ว ถ้ามีอะไรก็บอกได้ เผื่อยังเก็บไม่ครบ
เมื่อถามว่า จะมีการยื่นตรวจสอบเรื่องภาษีต่อกรมสรรพากร และจะมีการยื่นสอบจริยธรรมด้วย นายกฯ กล่าวว่า ก็ยื่นตามกระบวนการได้เลย จะได้ทราบว่าอย่างไร เพราะในส่วนของตนก็ทำตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง จะตรวจสอบอะไรก็ได้เลย เพราะตอนที่เข้าการเมืองก็รู้อยู่แล้วว่าต้องถูกตรวจสอบ
เมื่อถามว่า นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะใช้โอกาสนี้ชี้แจงเลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องชั้น 14 ขอไปรวบรวมประเด็นก่อนแล้วกันว่า มีตรงไหนควรจะตอบหรือไม่ตอบ เพราะเป็นหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ตอบในรายละเอียดทั้งหมด และต้องดูว่ามีการอภิปรายอย่างไรบ้าง เพราะเรื่องชั้น 14 ตอนนั้น ตนยังไม่ได้เป็นนายกฯ เลย ตอนคุณพ่อกลับมา ตนก็ยังไม่ได้เป็นนายกฯ เลย คุณพ่อออกมาจากโรงพยาบาลแล้วสักพัก ถึงได้เป็นนายกฯ ซึ่งต้องดูว่า การที่ฝ่ายค้านอภิปรายตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ก็เป็นผลงานรัฐบาลอื่น ตนก็งงเหมือนกัน ว่าทำไมมาอภิปรายที่ตัวแพทองธาร ชินวัตร
เมื่อถามว่า ได้รับรายงานหรือไม่ ตามที่แกนนำพรรคกล้าทำระบุมี 10 เสียงจากฝ่ายค้านจะมาสนับสนุนนายกฯ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่เลยค่ะ พรรคร่วมฯ แข็งแรงอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มี 10เสียง มาแถมให้นายกฯ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า เราควรจะตอบว่าอะไร ตนไม่ทราบ โหวตวันพรุ่งนี้ไม่ใช่หรือ ตนไม่ทราบจริงๆ
เมื่อถามว่า นายทักษิณระบุจะมอนิเตอร์การอภิปรายตลอด ได้มีคำแนะนำหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า สิ่งที่ตลกอีกเรื่องหนึ่ง คือคุณพ่อมอนิเตอร์ตลอดเวลา และส่งข้อความมาหาตนเยอะมาก แต่ตนไม่ได้อ่านเลย เพราะตนยุ่งมาก เตรียมประเด็นอยู่ก็เลยไม่ได้ตอบอะไรใคร แต่ก็มีโทรศัพท์มาหาตนถามว่า เป็นอย่างไร โอเคไหม พ่อก็ส่งคอมเม้นต์มาแต่ละช่วงก็ตลกดี คุณพ่อก็เหมือนชาวบ้านท่านหนึ่งที่คอมเม้นต์ ไม่มีอะไรพิเศษ
เมื่อถามว่า ฟังการอภิปรายวันแรกมีความเหนื่อยล้าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค. พอดีมาเช้า อยู่สภาประมาณ 20 กว่าชั่วโมง แต่ก็โอเค เพราะรัฐมนตรีหลายท่านก็เหนื่อยกว่า แต่ไม่เป็นไรช่วยกัน ผลัดกัน ก็คิดว่าวันนี้คงจะอยู่ดึกพอสมควร
เมื่อถามว่า กรณีที่นายกฯ ลุกขึ้นชี้แจงพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ สิ่งที่พูดไม่เป็นความจริง ทำไมถึงชี้แจงแบบนั้น นายกฯ กล่าวว่า ก็มันเป็นอย่างนั้น เอาสั้นๆ ก่อน เดี๋ยวยาวๆ เอาทีหลัง เพราะมีหลายคนพูดยาวๆ ตนก็ไม่อยากพูดยาวเกินไป
เมื่อถามว่า สิ่งที่นายกฯ ชี้แจงในโซเชียลมีเดียทำให้เสียคะแนน และคะแนนเทไปทาง พล.อ.ประวิตร นายกฯ กล่าวว่า อ่อค่ะ ก็แบ่งๆ กันไป
ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร เป็นวันที่สอง ว่า การอภิปรายของฝ่ายค้านวานนี้ (24 มี.ค.) อยากจะขอน้ำปลาให้ฝ่ายค้านเพราะจืดชืดมาก โดยติดตามจากฟิตแบค จากประชาชนรวมถึงสื่อ หากเปรียบเทียบกับการทำหน้าที่ฝ่ายค้านในยุคพรรคประชาธิปัตย์ จะหนักแน่นกว่า และมีใบเสร็จที่ชัดเจน แต่การอภิปรายของฝ่ายค้านวานนี้รู้สึกว่าทำให้เสียเวลา หากเก่งจริงก็เอาข้อมูลมาไม่ต้องขี่มาเลียบค่ายหรือใช้วาทกรรม ดังนั้นทีมพิทักษ์ข้อบังคับการประชุมของพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องปรับแผนอะไร อีกทั้ง สส.พรรคเพื่อไทย ไม่มีพฤติกรรมเหมือน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่วานนี้ไปยืนจ้องหน้า นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง
นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าองครักษ์พิทักษ์ข้อบังคับของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่องครักษ์พิทักษ์นายก ฯ ซึ่งจะเห็นชัดเจนว่า สส.พรรคเพื่อไทยที่ลุกขึ้นประท้วง อ้างเรื่องข้อบังคับทั้งสิ้น แต่ละคนก็ทำตามที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนช่วงเวลาที่เหลือต่อจากนี้ทุกคนเข้าใจ และคงไม่ไปประท้วงมากนักหากไม่มีการกระทำผิดข้อบังคับ หากมีเนื้อหาที่หนักแน่นไม่ได้เสียดสีที่ชัดเจนเราก็ปล่อยให้ฝ่ายค้านได้อภิปราย เพราะมั่นใจว่านายก ฯ สามารถตอบได้ทุกคำถาม รวมถึง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายก ฯ และ รมว.กลาโหม รวมถึงรัฐมนตรีท่านอื่นก็ตอบคำถามได้เป็นอย่างดี อีกทางข้อบังคับของสภา ก็ไม่ได้เปิดโอกาสให้ สส. พรรคเพื่อไทย ไปชี้แจงแทน
นายอนุสรณ์ ยังระบุอีกว่า ย้ำว่าการอภิปรายวานนี้จืดจนต้องใส่น้ำปลา เพียงแต่ฝ่ายค้านไปใส่พริก มีการกล่าวหานายก ฯ เลี่ยงภาษี หรือใช้คำรุนแรงที่ว่า “หนีภาษี”และจินตนาการไปถึงการทำธุรกิจที่ไม่เหมาะสม ร่วมกับทุนเทาหรือทุนข้ามชาติ ถือเป็นการใส่ร้าย ส่วนคำว่า “กีกี้” เป็นการพยายามของฝ่ายค้านในการฉวยจังหวะใส่ร้ายหรือด้อยค่าผู้อื่น หากจะแปลว่าเป็นลูกสมุนที่คอยพิทักษ์ จะเป็นการเสียดสีหรือไม่ วิญญูชนพึงตัดสินได้
นายอนุสรณ์ยังยืนยันว่า การชี้แจงของนายก ฯ วานนี้ก็ไม่มีใครช่วย แต่การบริหารราชการแผ่นดินกับระบบราชการทำงานกันเป็นทีม ดังนั้นจึงไม่ได้หมายความว่านายก ฯ ต้องชี้แจงทุกอย่างด้วยตนเอง สำหรับการลงมติโหวตไว้วางใจในวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค. 2568) ไม่ห่วง เชื่อว่า สส.พรรคร่วมรัฐบาล จะมากันครบ มาเต็ม แต่จะมีเพิ่มหรือไม่นั้นคงต้องติดตาม
วันเดียวกัน เมื่อเวลา 08.00น. ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง เป็นประธานในการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล คือน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตามที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน กับคณะจำนวน 165 คน เป็นผู้เสนอ เป็นวันที่สอง
ทั้งนี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า นายกฯ ไม่มีคุณสมบัติผู้นำประเทศ ขาดความรู้ ความสามารถ วุฒิภาวะผู้นำ และไม่มีเจตจำนงรับใช้ประชาชน ซึ่งวันนี้ประเทศไทยเต็มไปด้วยความท้าทายมีโจทย์ มียากที่พวกเราต้องทำให้สำเร็จ ทั้งเศรษฐกิจ จีนเทา คอร์รัปชั่น และไม่แปลกว่าวันนี้พี่น้องเฝ้ารอการแก้ไขปัญหาจากนายกฯอย่างจริงจัง แต่เรากลับมีนายกฯ ที่ไม่มีคุณสมบัติของผู้นำประเทศไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ และไม่มีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน ที่จะนำพาประเทศไปสู่ข้างหน้าได้เลย
นอกจากนี้ น.ส.แพทองธาร คือนายกฯ ที่อยู่ในตำแหน่งแต่กลับลอยตัวเหนือปัญหา คนเป็นผู้นำต้องมีความรู้ เพื่อนำไปสู่ตัดสินใจที่แม่นยำเผชิญปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องมีวุฒิภาวะ และต้องมีเจตจำนงที่รับใช้ประชาชน ซึ่งคนที่เป็นผู้นำต้องมีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ถ้าขาดตรงนี้การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว
น.ส.ภคมน กล่าวว่า เรื่องวุฒิภาวะของนายกฯ ถ้าต้องการพิสูจน์ภาวะผู้นำอย่างมีวุฒิภาวะ ต้องทำให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นในตัวท่านให้ได้ ส่วนในเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นายกฯมาบอกว่าก็โดนเหมือนกัน จะบอกทำไมเพราะประชาชนอยากรู้ว่านายกฯแก้ปัญหาอย่างไร กลายเป็นว่าประชาชนต้องมาฟังเรื่องราวร้องทุกข์ของนายกฯ ยังไม่รวมถึงที่นายกฯโพสต์รูปภาพสวมเสื้อสีสันสดใส แคปชั่นสวัสดีวันจันทร์ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีประชาชนเสียหายจากน้ำท่วมเชียงราย และครั้งที่ไปประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรที่เชียงใหม่
ทำให้น.ส.ชนก จันทาทอง สส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย ประท้วง ว่า คนอภิปรายวนเวียนซ้ำซาก เอาข่าว เอาคอมเม้นต์มาอ่านและใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปเสริมแล้วตัดสิน จึงขอให้ผู้อภิปรายเข้าประเด็นว่านายกฯ ไม่เหมาะสมเช่นไร นายพิเชษฐ์ จึงวินิจฉัยและย้อนถามน.ส.ภคมน ว่าประเด็นที่จะถามคืออะไร น.ส.ภคมน อยู่ในญัตติทั้งหมด ที่ระบุว่านายกฯขาดความรู้ความสามารถ สิ่งที่ตนพูดมามีสิ่งไหนบ้างที่นายกฯมีความรู้ความสามารถ ให้แย้งมาเป็นข้อๆได้เลย ตนขอยืนยันว่าสิทธิ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความจับผิดน.ส.แพทองธาร ซึ่งสิ่งที่ตนพูดมาทั้งหมด คือเชื่อว่าเกินเลยความรู้สึกของประชาชน
”ในระยะเวลา 7 เดือนที่น.ส.แพทองธาร ดำรงตำแหน่งนายกฯ น.ส.แพทองธารได้อะไรไปเยอะที่พาพ่อกลับบ้าน ได้โปรไฟล์ ยกระดับสถานะทางสังคมให้ตัวเองสูงขึ้นไปอีกแต่พี่น้องประชาชนเสียโอกาส ที่จะมีผู้นำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า เสียโอกาสที่จะได้เห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสียโอกาสที่จะได้เห็นว่ารัฐบาลพลเรือนมีน้ำยากว่ารัฐบาลทหาร ทั้งหมดเพียงเพราะน.ส.แพทองธาร ไม่มีความรู้ความสามารถ ไม่มีวุฒิภาวะ และไม่มีเจตจำนงที่จะรับใช้ประชาชน แม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้อาจจะไม่ได้จบลงด้วยการให้น.ส.แพทองธารหลุดจากตำแหน่งนายกฯ หรือท่านอาจจะไม่รู้สึกรู้อะไรด้วยซ้ำ แต่ถ้ามีจิตสำนึกอยู่บ้าง ลองนึกนึกถึงหัวอกของคนที่เขามีลูกเล็กที่ต้องเติบโตในสังคมนี้ สังคมที่การศึกษากำลังถดถอย สังคมที่คาดหวังอะไรกับอนาคตไม่ได้ ท่านลองนึกถึงอนาคตคนทำงานที่เขาไม่มีโอกาสยกสถานะทางสังคม โอกาสของประชาชน และโอกาสของประเทศไทยแลกกับการที่น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ แลกกับความต้องการของครอบครัวเดียว ในขณะที่คนไม่รู้อีกกี่สิบล้านคนต้องเสียความหวังในชีวิต พรรคเพื่อไทยมาจุดที่หักหลังประชาชนขนาดนี้ได้อย่างไร จึงไม่อาจไว้วางใจให้น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯ ได้แม้แต่วินาทีเดียว"
ต่อมาเมื่อเวลา 09.30 น. นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การทำลายกระบวนการยุติธรรม กรณีให้นายทักษิณ ในฐานะบิดา พักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น14 ทำให้น.ส.แพทองธาร เป็นนายกฯที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นตัวการสำคัญต่อการทำผิดกฎหมายในเรื่องชั้น 14 เพราะมีชื่อ 1 ใน 10 ที่สามารถเข้าเยี่ยมที่โรงพยาบาลตำรวจได้ อย่างไรก็ดีช่วงที่นายทักษิณที่ลี้ภัยในต่างประเทศ 15 ปี ได้กลับประเทศไทยในช่วงรัฐบาลที่แล้ว ตนเชื่อว่ามีดีลลังกาวีเกิดขึ้น และภาพที่เดินทางมาถึงประเทศไทย คือคนที่สุขภาพแข็งแรง แต่ผ่านไป 2 วันพบว่าทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพแถลงถึงอาการป่วย 4 โรคร้ายแรงและมีอาการวิกฤตที่ต้องส่งไปยังโรงพยาบาลตำรวจ
“มีไอ้โม่ง 2 ตัวใจดี ลดแลกแจกแถมให้บิดานายกฯออกจากเรือนจำเพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ หากวันนั้นไอ้โม่งขัดขวาง ไม่มีทางที่นายใหญ่จะได้ไปโรงพยาบาลตำรวจ จนกว่านายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯ มีอำนาจเต็ม ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.แพทองธารรู้เห็นทั้งหมด รวมถึงไม่มีการดำเนินคดีกับไอ้โม่งตามที่สัญญากับประชาชน เพราะพ่อได้กลับบ้านแล้ว นี่คือดีลแลกประเทศที่นายกฯ สมคบเพื่อช่วยเหลือพ่อตัวเองไม่ให้นอนคุกแม้แต่วันเดียว นายกฯ ปกปิดอาการป่วยเพื่อให้ไม่ให้คนติดคุกแม้แต่วันเดียว และมีการสมคบคิด ซึ่งเป็นนายกฯ จอมหลอกลวง ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงแต่งตั้งบุคคลที่ช่วยเหลือพ่อให้ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง อวยยศ หน้าที่การงาน รวมถึงได้รับการปูนบำเหน็จเพิ่มเติมในรอยต่อรัฐบาล นายเศรษฐา และน.ส.แพทองธาร คือ โดยเฉพาะแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ ที่ได้นั่งให้เป็นกรรมกรอิสระของบอร์ดไออาร์พีซีได้เงินนับล้านบาทต่อปี และเป็นตัวเต็งรองผบ.ตร. ก่อนเกษียณ นอกจากนั้นยังให้หมอที่ลงนามในใบความเห็นแพทย์เพื่อรักษาตัวต่อ ซึ่งชื่อย่อ พล.ต.ท. ส.ม. ซึ่งเป็นพี่ชายของ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งย้ายมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยมีส่วนได้เสียหรือไม่ ซึ่งคิดเป็นอื่นไม่ได้ว่าเป็นการตอบแทนทางการเมือง เอาความยุติธรรมและผลประโยชน์แลกเพื่อคนในครอบครัว”
“ยืนยันว่าไม่มีการป่วยวิกฤต แต่คือ ป่วยทิพย์ และหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ไม่พบว่ามีการเข้ารับการรักษาตัวต่อ ถือเป็นการโกหก เพราะทราบดีว่าบิดาไม่ได้ป่วย ส่วนการพักโทษนั่นไม่ตรงกับความจริง กรณีชั้น14 นายกฯ ปฏิเสธไม่ได้ถึงการสมคบคิดเพื่อทำลายระบบยุติธรรม อย่างไรก็ดีเรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ซึ่งถูกคาดหวังต่อการตรวจสอบต่อความยุติธรรม อย่าให้การเข้าเรียนหลักสูตร บยส.23 ที่แพทย์ใหญ่กับประธาน ป.ป.ช.ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นมาเป็นอุปสรรคตรวจสอบ”
นายรังสิมันต์ อภิปรายด้วยว่าการกระทำของนายกฯ และคณะ ไม่ต่างจากพานักโทษแหกคุก และสิ่งที่นายกฯและพวกดำเนินการ คือ การสมรู้ร่วมคิดของหน่วยงานโรงพยาบาลตำรวจและราชทัณฑ์ สิ่งที่นายกฯ ทำครบองค์ประกอบกฎหมายอาญามาตรา 209 และมาตรา 210 ฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ซึ่งบทบัญญัติกำหนดโทษร้ายแรง เชื่อหากมีการทะลายซ่องโจรจันทร์ส่องหล้าสามารถเอาผิดคนจำนวนมากได้นายรังสิมันต์ อภิปรายด้วยว่าการกระทำของนายกฯ และคณะ ไม่ต่างจากพานักโทษแหกคุก และสิ่งที่นายกฯและพวกดำเนินการ คือ การสมรู้ร่วมคิดของหน่วยงานโรงพยาบาลตำรวจและราชทัณฑ์ อย่างไรก็ดีเหตุที่นายทักษิณไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว เป็นเพราะการกระทำที่ผิดกฎหมาย ที่นายกฯและลูกสมุนทำดีลแลกประเทศ จนทำลายหลักนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม ถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมาย ขาดคุณสมบัติการเป็นนายกฯ
ต่อมาเวลา 12.00 น. พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่า ตนได้ถูกพาดพิงโดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ระบุว่าอยู่ในตำแหน่งอย่างเหนียวแน่น เนื่องจากเรื่องไม่โปร่งใสชั้น 14 และยืนยันว่าทางกระทรวงยุติธรรมต้องเชื่อมั่น เข้าถึงและเป็นที่พึ่งของประชาชน ซึ่งตนแอบหวังว่าท่านน่าจะเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ แต่สิ่งที่ท่านมาพูดตนก็เสียใจ เพราะท่านช่างตัดตอน จินตนาการ และใช้วาทกรรม ในกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้เกี่ยวกับน.ส.แพทองธาร เลย เพราะนายทักษิณได้รับพระราชทานอภัยโทษ ไปเมื่อวันที่ 31 ส.ค.2567 ตอนนั้นน.ส.แพทองธาร ยังไม่ได้เป็นนายกฯ
และที่ท่านอ้างว่ามีดีลแลกประเทศ และขยายว่ามีดีลปีศาจ ตนไม่รู้ว่าก้นบึ้งของจิตใจท่านหมายถึงอะไร ถ้านายรังสิมันต์ดูให้ดี เป็นวาทกรรม และเป็นเรื่องที่นายรังสิมันต์จินตนาการเอง ท่านต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งเมื่อปี 66 พรรค ที่ได้คะแนนมากที่สุดคือพรรคก้าวไกล ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำให้นายฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ประท้วงว่า ขอให้ประธานควบคุมการประชุม นายรังสิมันต์ถามถึงนายกฯ ในฐานะประจักษ์พยาน นายกฯก็นั่งอยู่ ทำให้นายภราดร วินิจฉัยว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์อภิปรายแทบจะเกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรมทั้งหมด และแทบจะไม่เกี่ยวข้องกับนายกฯ ฉะนั้นเป็นสิทธิ์ที่รัฐมนตรีจะชี้แจง อาจจะไม่ถูกใจ แต่ขอให้ฟัง
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นดีลแลกประเทศ ส่วนท่านจินตนาการอย่างไรในเชิงลึก ตนไม่ใช่คนแบบท่าน ตนรู้อะไรลึกกว่าท่าน พูดไปคนของท่านก็จะเสียหาย ตนก็จะไม่พูด ส่วนกรณีของนายทักษิณ ตอนที่ท่านเข้ามารัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน ยังไม่ได้เป็นรัฐบาล และตนก็ไม่รู้ว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือไม่ นายทักษิณเข้ามาก็มีอาการที่เล่าว่าป่วย และส่งโรงพยาบาลตำรวจ
แต่สิ่งที่น่าเสียใจคือนายรังสิมันต์ จบนิติศาสตร์ และทราบหรือไม่ว่าในกฎหมายราชทัณฑ์ คนที่เจ็บป่วยต้องไปส่งรักษาพยาบาลเขาให้ถือว่าสถานที่รักษาพยาบาลคือเรือนจำ ท่านไม่สะใจใช่หรือไม่ ต้องการให้ถูกทรมานหรืออย่างไร เราถือว่าโรงพยาบาลที่ไปรักษาตอนนี้ปีหนึ่งมีผู้ต้องขังเกือบแสนคนที่ต้องไปพัก เราถือว่าสถานที่เหล่านั้นเราถือเป็นที่ควบคุม กฎกระทรวงก็เขียนว่าเป็นที่ควบคุมพิเศษ ซึ่งเป็นสิทธิ์ของโรงพยาบาลจะจัด และถ้าท่านเกิดหนีจากที่ควบคุมเหมือนหนีจากเรือนจำ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวอีกว่า ที่บอกว่าไม่มีสักวันเดียวที่นายทักษิณติดคุก ต้องการวาทกรรมเพื่อให้ประชาชนเข้าใจผิดใช่หรือไม่ การคุ้มครองสิทธิ์พื้นฐานของคนท่านบอกว่าเป็นอภิสิทธิ์ ท่านพูดไม่จบ คือเมื่อนายทักษิณ เข้าไป ตนเข้ามาสัก 1 เดือน ตนก็มีความคิดว่าระหว่างนี้ท่านอยู่โรงพยาบาลตลอดสังคมจะมองว่าเป็นการช่วยเหลือกันหรือไม่ ท่านทราบหรือไม่ว่าในรัฐธรรมนูญหมวดหน้าที่ของรัฐ บอกว่าประชาชนเจ็บป่วยก็ต้องไปรักษาพยาบาล นายทักษิณ เป็นประชาชนก็ต้องได้รับการรักษา แต่ท่านถูกควบคุมอยู่ไปไหนไม่ได้
เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนให้รัฐต้องปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ตนคิดว่าจะเอาท่านกลับมาได้หรือไม่ กฎหมายไม่มีให้เลย ต้องทำตามความเห็นของแพทย์ เมื่อครบ 120 วันต้องมีเรื่องรายงานมาที่นายกฯ ทราบหรือไม่ว่าอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นมืออาชีพ ไม่รู้จักกับนายทักษิณ และเมื่อครบวันที่ 22 ก.พ. เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ตั้งคณะแพทย์ 5 คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ต้องไปดูว่ากลับมาเรือนจำได้หรือไม่ ปรากฏว่าคณะก็ให้ขึ้นกับดุลยพินิจแพทย์ผู้รักษา และอธิบดีกรมราชทัณฑ์มีหนังสือโต้ตอบไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ก็อนุมัติให้อยู่โรงพยาบาลต่อเพราะหมอที่โรงพยาบาลเห็นว่าให้อยู่โรงพยาบาลต่อ ส่วนเรื่องเจ้าพนักงานกระทำชอบหรือไม่ชอบนั้น มอบให้อยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และเรื่องของนายทักษิณ องค์กรอิสระเกือบทุกองค์กรเข้ามาตรวจสอบ
“ท่านต้องเข้าใจว่า การที่นายทักษิณอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ที่กฎหมายได้เขียนว่าเป็นเรือนจำแล้วถูกควบคุม แต่ท่านบอกว่าไม่ถูกควบคุม ท่านทำตัวใหญ่กว่ากฎหมายใช่หรือไม่ และที่ผมไม่อยากพูดมากไปกว่านี้ เพราะท่านกับผมก็ไม่มีใครรู้ดี และมีกฎหมายเรื่องจรรยาบรรณแพทย์ เรื่องอยู่ที่แพทยสภา รับเรื่องไว้ปีกว่าแล้ว ยังต้องสอบสวน แต่ท่านรับเรื่องไปแป๊บเดียว ท่านวินิจฉัยหมดเลย ว่าดีลปีศาจ ท่านมีอะไรอยู่ในใจ ใครคือปีศาจของท่าน“ พ.ต.อ.ทวี กล่าว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวต่อว่า ที่ท่านโน้มน้าวอะไรมาทั้งหมด ท่านสมมติเอาเอง เพราะวันนี้เราเตรียมการที่จะไปให้การกับป.ป.ช. แต่ยังไม่เรียกราชทัณฑ์เลย อย่าไปดูแคลน ป.ป.ช. ท่านอย่าเข้าใจว่าแพทย์ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ไม่มีความรู้ ไม่อยากให้ด้อยค่าคนอื่น ความจริงไม่มีอะไรเลย และเมื่อเรื่องเข้าป.ป.ช. แม้แต่กรรมการป.ป.ช. ยังเอาเรื่องมาเปิดเผยไม่ได้ แต่วันนี้ท่านสมมติไปทั่ว