7 มาตรการรับมือฤดูผลไม้ คาด ‘ทุเรียน-ลำไย’ ผลผลิตล้น
SUB_TIK March 26, 2025 01:40 PM

ผลผลิตผลไม้ปี 2568 มีการประเมินว่า จะมีผลไม้สำคัญ 9 ชนิด ออกสู่ตลาดตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน-ธันวาคม 2568 และจะออกมากที่สุดในช่วง 3 เดือน (เมษายน-มิถุนายน) ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มะม่วง สับปะรด มังคุด ส้มเขียวหวาน เงาะ ลองกอง และลิ้นจี่

โดยในปีนี้คาดว่า ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกชนิดประมาณ 6.736 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15% หรือประมาณ 858,000 ตัน จากปีที่แล้วผลผลิตรวม 5.878 ล้านตัน เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 1.15 ล้านครัวเรือน ดังนั้น เพื่อเป็นการติดตามและดูแลราคาผลไม้และรายได้เกษตรกร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องติดตาม และออกมาตรการดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

พาณิชย์เปิด 7 มาตรการ

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ประชุมขับเคลื่อนมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 ร่วมกับภาครัฐและตัวแทนภาคเกษตรกร สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง โลจิสติกส์ และสถาบันการเงิน เพื่อผลักดันมาตรการเชิงรุกในการดูแลผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่จะออกสู่ตลาด ซึ่งในที่ประชุมมีมติเห็นชอบกำหนดมาตรการบริหารจัดการผลไม้ปี 2568 โดยมี 7 มาตรการ 25 แผนงาน ได้แก่

1.การสร้างความเชื่อมั่น ผ่าน 4 แผนงาน เช่น เร่งตรวจรับรองแปลง GAP สร้างความเชื่อมั่นผลไม้ไทย ตั้ง War Room ผลักดันส่งออก และตั้งชุดเฉพาะกิจเจรจากับประเทศจีน 2.ส่งเสริมตลาดในประเทศ ผ่าน 8 แผนงาน เช่น เชื่อมโยงตลาดล่วงหน้า กระจายออกนอกแหล่งผลิต สนับสนุนค่าบริหารจัดการผลไม้ระหว่างประเทศ รณรงค์การบริโภค สนับสนุนบรรจุภัณฑ์เพื่อการค้า

โหลดผลไม้ขึ้นเครื่องฟรี จัดกิจกรรม CSR และสร้างอัตลักษณ์ผลไม้ไทย GI เชื่อมโยงตลาด กระตุ้นบริโภคผ่านแคมเปญ Thai Foods Festival 3.ส่งเสริมแปรรูปและปรับพื้นที่เกษตรให้เหมาะสม ผ่าน 2 แผนงาน เช่น แปรรูปผลไม้ในช่วงกระจุกตัว และสนับสนุนปลูกพืชสวนแทนพืชไร่

4.ส่งเสริมตลาดต่างประเทศผ่าน 4 แผนงาน เช่น จัดมหกรรมการค้าชายแดน จัดจับคู่ธุรกิจ ส่งเสริมการขายในประเทศ และร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ เล็งขยายตลาดส่งออกใหม่ ๆ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ เป็นต้น 5.ยกระดับสินค้าผลไม้ผ่าน 3 แผนงาน เช่น ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่าง ๆ ผลักดันการใช้ประโยชน์จาก FTA เจรจาผ่อนคลายมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ

6.การแก้ไขอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการค้าผ่าน 2 แผนงาน เช่น ผ่อนปรนเคลื่อนย้ายแรงงาน สนับสนุนการค้าแยก-ขนย้าย 7.มาตรการด้านกฎหมาย ผ่าน 2 แผนงาน เช่น ปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การป้องกันและปราบปราม

เป้าหมายดูแล 9.5 แสนตัน

มาตรการที่เห็นชอบมีเป้าหมายเพื่อดูแลจัดการผลผลิตที่กำลังจะออกสู่ตลาดปริมาณ 950,000 ตัน เพื่อดึงซัพพลายออกจากตลาดให้มากที่สุด เพราะปีนี้ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ลำไย ล้วนคาดว่าผลผลิตจะออกเป็นจำนวนมาก เช่น “ทุเรียน” ปีนี้คาดว่าผลผลิตจะออกมากที่สุด 1.767 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 37% รองลงมา “ลำไย” 1.456 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1% “มะม่วง” 1.306 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10% “สับปะรด” 1.343 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 17% และ “มังคุด” 2.79 แสนตัน เพิ่มขึ้น 2% ทั้งนี้ ในส่วนของลำไย อาจจะต้องมีการประเมินผลผลิตอีกครั้ง คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 1.6-1.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 10%

ส่งออกผลไม้สดปีนี้ 2 ล้านตัน

ส่วนสัดส่วนการบริโภคผลไม้ในปีนี้ พบว่าส่วนใหญ่ส่งออกถึง 74% โดย 62% จะส่งออกเป็นผลไม้สด และส่งออกในรูปแบบแปรรูป 38% ส่วนการบริโภคภายในประเทศ มีเพียง 26% เท่านั้น และผลไม้ที่ส่งออกมากที่สุด คือ “ลำไย” ส่งออกเฉลี่ยอยู่ที่ 90% “มังคุด” ส่งออก 82% “สับปะรด” ส่งออก 78% “ทุเรียน” ส่งออก 75% “ลิ้นจี่” ส่งออก 20% “มะม่วง” ส่งออก 16% “ลองกอง” ส่งออก 15% “เงาะ” ส่งออก 8% และ “ส้ม” ส่งออก 1% บริโภคในประเทศ 99%

โดยการส่งออกผลไม้ในปี 2568 คาดการณ์ว่าการส่งออกผลไม้สดอยู่ที่ 2 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2% จากปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1.9 ล้านตัน มูลค่าคาดว่าอยู่ที่ 185,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากปีที่ผ่านมา 183,823 ล้านบาท ส่วนการส่งออกผลไม้สดและแปรรูป คาดว่าอยู่ที่ 4.13 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 3% จากปีที่ผ่านมา 4.013 ล้านตัน มูลค่าคาดว่าอยู่ที่ 308,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีที่ผ่านมา 305,881 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์พร้อมเปิด War Room เพื่อติดตามสถานการณ์ผลไม้ในปีนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อเดินหน้ามาตรการเชิงรุกและผลักดันส่งออกผลไม้ไทยไปต่างประเทศ โดยจะร่วมมือกันทำงานอย่างบูรณาการหลายหน่วยงานเข้ามาด้วยกัน เพื่อให้ราคาผลไม้ดีตลอดทั้งปีนี้ด้วย โดยหวังว่าปีนี้จะเป็น “ปีทองของผลไม้ไทย”

เข้มทุเรียนปนเปื้อน BY2-แคดเมียม

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการปนเปื้อน Basic Yellow 2 (BY2) และแคดเมียมในทุเรียนไทย เพราะจีนให้ความเข้มงวดและออกกฎระเบียบในการควบคุมการนำเข้าการจำหน่ายผลไม้นำเข้าจากประเทศไทย เพราะจีนถือว่าเป็นตลาดสำคัญและหากตรวจสอบพบการปนเปื้อน ทางการจีนจะระงับการนำเข้าทันที

ซึ่งกระทรวงเกษตรฯไม่นิ่งนอนใจ ได้เพิ่มมาตรการเข้มข้น สั่งการให้กรมวิชาการเกษตร และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กำกับติดตามควบคุมมาตรฐานสินค้าผักและผลไม้ในโรงคัดบรรจุอย่างใกล้ชิด และต้องมีการรับรองสุขอนามัยพืชให้เป็นไปตามเงื่อนไขในพิธีสารส่งออกไปจีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศ

โดยล่าสุดมีห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่ใช้ตรวจสารดังกล่าว 8 ห้องปฏิบัติการ สามารถตรวจสอบตัวอย่างได้ 820-1,200 ตัวอย่างต่อวัน

นอกจากนั้น ยังได้ประสานกระทรวงพาณิชย์ เพื่อส่งเสริมให้มีการขยายตลาดไปยังประเทศอื่น โดยแปรรูปจากทุเรียนผลสด เพื่อให้มีตลาดรองรับมากยิ่งขึ้น อีกทั้งได้เน้นย้ำเรื่องการปฏิบัติตามมาตรการ 4 ไม่ เพื่อควบคุมคุณภาพทุเรียนไทย ปี 2568 ด้วย ได้แก่ 1.ไม่อ่อน 2.ไม่หนอน 3.ไม่สวมสิทธิ และ 4.ไม่มีสี-ไม่มีสารเคมีต้องห้าม โดยมีเป้าหมาย “Set Zero” การใช้สี การใช้สารเคมีในโรงคัดบรรจุทั้งหมด รวมถึงมาตรการ Big Cleaning เพื่อป้องกันการปนเปื้อนสารตกค้าง BY2 อีกทั้งยังมีหน่วยเฉพาะกิจพญานาคราช (ฉก.พญานาคราช) ที่เข้ามาตรวจติดตามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ผลผลิตกำลังออกสู่ตลาด ตลอดแนวชายแดนที่สำคัญด้วย เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตในประเทศ

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังได้มีการออกมาตรการเข้ามาดูแลจัดการ โดยเฉพาะผลไม้ภาคตะวันออกที่กำลังจะออกสู่ตลาด คาดว่าปีนี้จะมีมากกว่า 1.4 ล้านตัน โดยผลไม้ภาคตะวันออกสำคัญ อย่างเช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มาตรการสำคัญที่ออกมานั้น ได้แก่ มาตรการด้านการผลิตและรวบรวม มาตรการด้านการเงินที่จะสนับสนุนดอกเบี้ย มาตรการด้านการตลาดผ่านการส่งเสริมการกระจายผลผลิต

โดยมาตรการดังกล่าวนั้น จะเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างมูลค่าให้กับสินค้าของเกษตรกร

© Copyright @2025 LIDEA. All Rights Reserved.