ทนายสุดฮอตนาทีนี้คงต้องยกให้ ทนายตั้ม เกรียงไกร ทนายของมาดามเมนี่ที่โดนดาราสาวยืมของแบรนด์เนมสุดหรูมูลค่ารวม 62 ล้านบาท ซึ่งวันนี้เขาจะมาย้อนเล่าเรื่องราวชีวิตกว่าจะเป็นทนายดังเคยใช้ถุงยังชีพประทังชีวิตมาแล้ว แถมยังเคยผ่านเหตุการณ์สุดระทึกเคยโดนข่มขู่ เอาปืนจ่อยิงหน้าร้านอาหาร พร้อมเปิดสถานะหัวใจ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ทางช่องOne 31 ที่มี เบนซ์ พรชิตา และอาจารย์เป็นหนึ่ง เป็นพิธีกรดำเนินรายการ
คดีตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?
ทนายตั้ม : อย่างที่เห็นได้คืนมา 2 ชิ้น คือ สร้อยกับนาฬิกา ที่เหลือเรารู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่ยังอยู่ระหว่างการพูดคุยอยู่ เพราะเขายังไม่อยากออกสื่อ
แสดงว่ามีทั้งหมด 5 ชิ้น ได้มาแล้ว 2 ชิ้น เหลือ 3 ชิ้นมีเดทไลน์ไหม?
ทนายตั้ม : ผมคาดว่าน่าจะเสร็จภายในเดือนนี้แหละครับ
คุณเมย์ว่ายังไงบ้าง?
ทนายตั้ม : ก็ดีใจได้ของคืน แต่ก็ยังอยากได้คืนส่วนที่เหลือเร็วๆ เพราะเป็นของเขา เขาก็รักเหมือนลูก
ความน่ารักของคุณเมย์คือขอแค่ได้ของคืนแล้วจะไม่ดำเนินคดีใดๆ?
ทนายตั้ม : ใช่ครับ แต่เรามีการไปแจ้งความกับตำตรวจทางกองปราบ แล้วก็จุดประสงค์ของคุณเมย์ก็คือตามของคืน พอได้ของคืนมาแล้วเราก็ต้องไปคุยกับตำรวจว่าเขาจะสอบสวนอะไรไหม
สรุปง่ายๆ มันอยู่ที่กระบวนการทางกฎหมาย?
ทนายตั้ม : ถูกต้องครับ
ในโซเชียลเขาพูดถึงเยอะมาก ได้อ่านคอมเมนต์ไหม?
ทนายตั้ม : มาอ่านตอนหลังๆ ครับ ตอนช่วงออกรายการ เราทำงานหนักมาก ก่อนออกรายการผมนอนประมาณ 1-2 ชม. อยู่ในรายการก็คงเห็นหน้าบวม ตาบวม เราก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นกระแสขนาดนั้น แล้วหลังจากที่จบรายการเราก็ยังทำงานกันต่อ ไม่ได้สนใจอะไรเลย คนในออฟฟิศก็ไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเพื่อนๆ ส่งมาบอกว่ามีคนแชร์กันต่อ ผมบอกจะแชร์ได้ยังไงดูหน้า ผมอ้วนขนาดนี้
ความรู้สึกแรกที่เห็นคนแชร์เยอะ เขินไหม?
ทนายตั้ม : ที่บอกว่าแชร์เยอะ ผมก็ไม่คิดว่าจะเยอะขนาดนี้ เรายังตลกกับที่แต่ละคนแคปมา แต่ละคอมเมนต์
ได้เข้าไปอ่านบ้างไหม?
ทนายตั้ม : ตอนแรกไม่ได้อ่าน แต่พอความวุ่นวายเรื่องงานมันเบาลง ผมเลยไปอ่านดูก็ตลกแล้วไล่อ่านมาตลอด กลายเป็นคลายเครียด เขาเขียนประมาณหล่อมาก ไม่ได้สนใจของ ไม่ได้สนใจคดี ตอนแรกผมก็ไม่เชื่ออะไร แต่พแตอนหลังผมไปคอมเมนต์ขอบคุณ เขาไม่ได้ดูคอมเมนต์ผม เขาเข้าไปคอมเมนต์เรื่องความหล่อ ก็เป็นสีสัน
จริงๆ ไม่ใช่แค่คอมเมนต์เรียกว่าคลั่งเลยดีกว่า บาวคนพิมพ์แบบไม่ธรรมดา ขนลุก ตอนนี้ยอดผู้ติดตามในโซเชียลพุ่งขึ้นเป็นหมื่นๆ เลย?
ทนายตั้ม : ใช่ครับ ปกติผมไม่เก่งโซเชียล ผมทำงาน โดยเฉพาะงานของผมมันอ่านแค่หนังสือ แล้วการตลาดผมก็ไม่ได้เก่งอะไร ผมก็รับเฉพาะเพื่อนที่เป็นเพื่อนๆ กัน แต่พอหลังจากนั้นปุ๊บเพิ่มขึ้นทั้งในไอจี เฟซบุ๊ก
มีคำถามจากทางบ้าน คุณคิดว่าคุณหล่อไหม?
ทนายตั้ม : ผมพูดตรงๆ แบบไม่ถ่อมตัวเลยนะ ผมไม่คิดว่าตัวเองหล่อเลย
โหงวเฮ้งเขาเป็นยังไงบ้าง ?
อาจารย์เป็นหนึ่ง : ความจริงใจเขามีแน่นอน แล้วตัวเขาเอง ความชัดเจน ตรงไปตรงมาเขาเกิน 100% ง่ายๆ บุคลิกถือว่าใช้ได้เลย
ทนายตั้ม : ก็ตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ด้วยเวลาผมทำงานก็ไม่ได้บิดพริ้วอะไรมาก เราเสนอข้อเท็จจริงตามที่ได้รับมา ส่วนจะบิดพริ้วให้ผิด ถูก เราไม่ทำขนาดนั้น
เรื่องที่โพสต์ถึงคนติดตามเราว่าจะได้เห็นไลฟ์สไตล์ แต่จะไม่ได้อะไรทางกฎหมายเลย ทำไมถึงโพสต์อันนี้?
ทนายตั้ม : สมัยก่อนคนบอกให้ผมทำเพจ แต่ด้วยงานผมมันก็มีระดับนึง มันไม่ได้ว่างทำโซเชียลอะไรแบบนี้ ผมก็โพสต์เรื่องไร้สาระของผมไปเรื่อย ผมมีอะไรหลายอย่างทำ แต่พอหลังรายการมีคนติดตามเยอะ ผมก็ดูจากทนายรุ่นพี่ที่เขาให้ความรู้ทางกฎหมาย ซึ่งของผมไม่ได้เป็นแบบนั้น
แล้วพอเราโพสต์แบบนี้เขาตอบเราว่ายังไง?
ทนายตั้ม : เขาบอกเขาไม่สนใจ
แต่กว่าจะประสบความสำเร็จแบบนี้ชีวิตผ่านอะไรมาเยอะมาก ย้อนไปตอนเด็กอยู่กับคุณแม่ 2 คน?
ทนายตั้ม : ถูกครับ พ่อผมเสียไปตั้งแต่ผมอยู่อนุบาล3 แม่ก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ ผมอยู่กับแม่มาจนกระทั่งปัจจุบัน แม่ผมเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมาตลอด พอพ่อผมเสียกะทันหันด้วยอุบัติเหตุโดยไม่ทันคาดคิด ผมเด็กมากกำลังขึ้น ป.1เลย แม่ก็เคว้งโดยที่ไม่รู้จะทำงานอะไร ช่วง ป.1 เป็นช่วงคาบเกี่ยวปี 40 พอดี วิกฤติต้มยำกุ้ง ทำให้แม่ต้องไปขายของ ถักเสื้อผ้า นู้นนี่น้้น เพื่อมาส่งผมเรียน ผมอยู่กับแม่มาโดยที่ผมไม่ใช้เงินฟุ่มเฟือย สมัยนั้นตอนที่ผมขึ้นมัธยม มหาวิทยาลัย มันเพิ่งมีมือถือโนเกียร์ ทุกคนมีมือถือหมด ผมไม่มีแม้กระท้่งโน๊ตบุ๊ก กาาที่จะใช้คอมพิวเดอร์ได้ ผมต้องไปใช้ที่ร้านหรือมหาวิทยาลัย ลำบากถึงขนาดนั้น แต่ผมก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปมด้อย เพราะถือว่าแม่ลำบาก และด้วยความที่ผมคิดว่าต่อให้เราไม่มีสิ่งนี้ เราก็มีสิ่งอื่นทดแทน ผมเลยไม่รู้สึกว่าเป็นด้อย ตอนสมัยมัธยม เราก็เป็นส่วนนึงของโรงเรียนมัธยมเรีนมาตอนมีส ทีนี้เรียยมหาวิทยาลัย พอเป็นนักกีฬาแล้วอยากเป็นนักกีฒาทีมชาติ เพราะคิดว่าที่บ้านไม่มีเงิน คิดว่าเป็นนักกฬาทีมชาตินาสจะได้ทุน หลังจากเตะบอลไปสักพัก มีอาการบาดเจ็บที่เข่า ทีนี้งานเข้า ผ่าตัดนู่นนั่นนี่ เราก็เลยกลับมาดู 1 ปวดเข่า แล้วสมัยนั้นมันไม่มีไทยลีก ไม่มีเงินเดือน เลยตัดใจในการที่เป็นนักกีฬา ทีนี้ก็เคว้ง ตอนเรียนมัธยมเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะไปทางไหน จะเรียนอะไร แม่ก็ไม่ได้มีซัพพอร์ตมากขนาดนั้น จนวันที่สอบ สมัยนั้นมันมี O-Net , A-net ผมสอบ O-net ได้ที่สามารถเข้าคณะนิเทศจุฬาฯ ได้ คือสมัยนั้นเป็นปีที่คณะนิเทศจุฬาไม่ใช่ A-net ใช้แต่ O-net แล้วคะแนนผมถึง พอมาถามแม่ ขนาดสอบได้แล้วนะครับ แต่ค่าเทอม หรือต้องมาอยู่หอแม่เขาก็ไม่มี
บ้านเราไกล?
ทนายตั้ม : ใช่ครับ อยู่นนทบุรี ตอนนั้นเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย จนกระทั่งแม่บอกเพื่อน เรียนรามคำแหงสิ หน่วยกิตถูก เราเลยโอเค ด้วยความที่ชอบ นิยายสอบสวน สืบสวน เราก็เรียนกฎหมายก็ได้
แต่จริงๆ ไม่ได้ชอบกฎหมายตั้งแต่แรก?
ทนายตั้ม : ก็ชอบนิยายมันว่าความเป็นทนายมันสนุก ตอนนั้นกฎหมายอะไร เรายังไม่ได้ศึกษาเลย
แล้วเวลาไปเรียนลำบากไหม?
ทนายตั้ม : ลำบาก สมัยนี้เขามีเกรด A,B,C,D สมัยผมมีแต่ผ่านกับไม่ผ่าน แล้วการผ่านต้องสอบให้ได้ 60 นะไม่ใช่ 50
ในขณะที่เราเรียนคุณแม่ก็หาเงินเพื่อมาส่งเรา ตัวเราเองลำบากไหมในระหว่างเรียน?
ทนายตั้ม : ลำบากครับ ถึงแม่จะเรียนราม รามคำแหงอยู่ตรงหัวหมาก แม่ผมไม่มีเงินถึงขนาดให้ไปเช่าหอ เราต้องใช้วิธี 1. เรียนออนไลน์บ้าง ใช้วิธีลงหน่วยกิตที่มันเรียนติดๆ กัน ผมเรียนตั้งแต่ 7 โมงเช้า ถึง 1 ทุ่ม รามคำแหงมันสามารถใช้เวลาตรงนั้น ตรงนี้ในการจัดการได้ ผมใช้เวลาแบบนั้นเพื่อให้ไปมหาวิทยาลัยน้อยที่สุดจะได้ประหยัดค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเรียนราม แต่แม่ผมยังลำบากอยู่ ตอนนั้นเขาไปลงทุนทำร้านอาหารบ้าง แต่ก็ได้ดงินไม่ดี ด้วยสภาพเศรษฐกิจมันก็เจ๊งไป แม่ผมก็ไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนมาส่งเสีย แม่มีที่แปลงเล็กๆ ที่ขอนแก่น ก็ไปขายมาส่งเสีย ซึ่งมันน้อยมาก สมัยนั้นหลักแสนเอง ทั้งกิน ทั้งอยู่ ซึ่งมันก็ไม่พอ แล้วผมเรียนรามด้วย มันเรียนหนัก
ระหว่างที่เรียน เรามีทำอะไรเสริมด้วยไหม?
ทนายตั้ม : ตอนปี1 ผมตั้งใจเรียนทุกวิชาโดยที่ไม่ตกเลย พอปี2 แม่เงินเริ่มหมด ต่อให้ค่าเรียนมันถูก แต่มันก็ต้องซื้อหนังสืออ่าน ผมก็กลัวแม่ว่าจะซัพพอร์ตไม่พอ ผมก็เลยต้องไปทำงานโรงหนัง ผมก็เลือกไปเดินตรวจตั๋วในโรงหนัง แต่พอไปถึงผู้จัดการบอกว่าคุณดูมีเสน่ห์ดีให้ขายป๊อบคอร์นแทน
ความรู้สึก เด็กวัยรุ่นยุคนั้นพอต้องออกมาทำงาน มันรู้สึกยังไงบ้าง?
ทนายตั้ม : ผมไม่ท้อ ไม่ได้รู้สึกแย่เลย มันสนุก ตอนเรียนมันก็มีช่วงเครียด เราก็ต้องหาความสุขจากตรงนั้น ที่ผมเรียนผมต้องเดินทางไปไกล ผมก็เพิ่มมาทำงานโรงหนัง แต่มันมีความสุข เหมือนเราได้เปลี่ยนจากการเรียน ได้เจอผู้คน
สู้มาจนเรียนจบ พอจบปุ๊บได้ทำงานแน่นอน?
ทนายตั้ม : ไม่เลยครับ เหมือนโชคชะตาเล่นตลก คือผมพยายามเรียนให้จบเร็วๆ ผมจบ 3 ปี สมัยสั้นมันยาก แต่รีบเรียนให้จบ เพราะว่ากลัวว่าถ้าสอบตกจะต้องไปเพิ่มหน่วยกิต เพิ่มรายจ่าย เราก็รีบเรียนให้จบ แต่พอเรียนจบ น้ำท่วม พอเรียนจบมันจะมีช่วงรอรัปปริญญา แต่หลังเรียนจบเราได้วุฒิละ เรียนกฎหมายถ้าจะไปเป็นทนายต้องไปสอบ แล้วมันไม่ใช่ว่าจะสอบได้เลย ระยะเวลาฝึกงาน 1 ปี พอเรียนจบปุ๊บ ผมจำไม่ได้ว่าสอบก่อนหรือสอบหลังน้ำท่วม แต่พอน้ำท่วมปุ๊บเราไม่สามารถทำงานได้เลย
แล้วชีวิตตอนนั้นทำยังไง?
ทนายตั้ม : อยู่บนบ้าน โชคดีมีถึงยังชีพ แล้วมีความโชคดีตรงที่ช่วงนั้นมันเป็นช่วงหาเสียง อบต. ทุกคนก็พยายามเอามาแจกด้วยให้ประทังชีวิตไปได้
เคยโดนปืนจ่อยิง?
ทนายตั้ม : ใช่ครับ สมัยก่อนตอนที่ผมเป็นทนายใหม่ๆ ยังเป็นลูกน้องเขาอยู่ เขาส่งคดีอะไรมา เราก็ต้องไปทำ เพราะเรายังเด็กอยู่ ยังเลือกคดีมากไม่ได้ ทีนี้ไปจังหวัดพังงา มันเป็นคดีเกี่ยวกับเรื่องสัมปานเหมืองแร่ เหมืองทรายอะไรสักอย่าง เราก็จำเป็นต้องไป ตอนนั้นเป็นการแย่งนักการเมืองท้องถิ่นกับนายทุนธุรกิจ ถ้าใครชนะจะได้เหมิงแร่ในส่วนตรงนั้น พอเราไปผ่านสถานที่ตรงนั้น แล้วจังหวัดพังงามันไม่มีสนามบินต้องไปลงภูเก็ตแล้วขับรถมาพังงา แล้วพังงามันมี 2 ศาล คือศาลากลาง กับศาลที่อยู่ข้างบน คือตะกั่วป่าจะไปทางระนองแล้ว สมัยก่อนเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว เส้นทางจากภูเก็ตไปพังงามันเงียบมาก ทีนี้พอลงจากสนามบินปุ๊บเราก็ขฝขับรถไปแกติเลยไปที่ศาล แต่มันมีรถคันนึงขับมาตั้งแต่สนามบิน เราก็คิดว่าไม่เป็นไรคงขับตามกันมา พอไปถึงเขาหลักรถก็ยังตามมา เราก็เริ่มสงสัยแล้ว เพราะมันเป็นคดีการเมืองท้องถิ่นด้วย เราก็เลยใช้วิธีวน สี่เหลี่ยม เพื่อดูว่ามันตามเรามาไหม
แล้วปืนมายังไง?
ทนายตั้ม : มันข้ามไป พอเรื่องนี้ปุ๊บ ไปถึงศาล วันนั้นจะต้องนอน เราไม่นอนเลย เรากลับ แล้วคดีมันไม่ได้วัรเดียวเสร็จ ก็มีหมายอีกหลายรอบ พอมาวันหลังคือมันต้องนัดสืบพยาน 2 วัน วันแรกก็สบพยานปกนิ เราก็ไปี
กินข้าวตอนเย็น มีคนเอาปืนมาขู่ว่ามึงทำคดีนี้ใช่ไหม ตอนแรกยิงเข้ามาในร้านเลย ตอนอรกยิงเข้ามาก่อน ก่อนจะเข้ามาพูด แล้วเขาก็เดินเข้ามาหาเลย แล้วถามว่ามึงทำคดีนี้ใข่ไหม ให้ถอนตัวไป
ตอนนั้นกลัวตายไหม?
ทนายตั้ม : กลัวแน่นอนครับ การทำงานเราคิดว่าเป็นหน้าที่ของเราทเราไม่ได้คิดจะไปเป็นศัตรูกับใคร เราทำหน้าที่ของเราเฉยๆ มาขู่เราแบบนี่เราก็กลัว แต่ว่ามันไม่ได้กลัวมากมายขนาดนั้น เราก็บอกว่าไม่ยุ่งแล้วกลับบ้านไป แต่ความที่น่ากลัวสุดๆ เลยคือหลังจากนั้นมันไม่จบ เพราะเราไม่ได้ถอนตัว คนที่ขู่ผมไม่มั่นใจ แต่น่าจะเป็นฝ่ายตรงข้ามส่งจดหมายมาขู่ที่บ้าน เขาส่งไปถึงแม่เลย เขาเขียนมาว่า ให้ครอบครัวมึงเลิกยุ่งกับคดีนี้ซะ
แม่ว่ายังไงบ้าง?
ทนายตั้ม : แม่เฉยๆ แล้วบอกว่าทีหลังอย่าไปใส่ที่อยู่ที่บ้าน เขาคงเข้าใจว่าอาชีพนี้มันต้องเจอบ้าง
จริงๆ ทำอาชีพนี้ก็เสี่ยง?
ทนายตั้ม : เสี่ยงครับ
ทนายโสดไหม?
ทนายตั้ม : มีคนคุยอยู่ครับ น่าจะเกือบ 2 ปีแล้วครับ
สเปคเป็นยังไง?
ทนายตั้ม : ภายนอกคือยังไงก็ได้ แค่เขาเข้าใจเราเรื่องงาน ซัพพอร์ตเรา พร้อมปรับให้เรา เราก็พร้อมปรับให้เขา มันอาจจะพูดเป็นนามประธรรมไป แต่มันอยู่ที่นิสัย
ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama
คลิปสัมภาษณ์ : https://youtu.be/rm8db-DUXqE?si=LapoJtjMEC_9DLSe