ดีเอสไอไล่บี้ไชน่าเรลเวย์ฯ สอบ 29 โครงการรัฐ 2.2 หมื่นล.แฉจับมือ 11 กิจการร่วมค้า ล่าผู้ถือหุ้นคนไทย
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรณีมีความเป็นห่วงว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุกรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ถล่ม เนื่องจากแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม จะหลบหนีความผิดไปต่างประเทศ ว่า พนักงานสอบสวนนอกจากแสวงหาข้อเท็จจริง รวบรวมพยานหลักฐานพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และความผิดแล้ว ยังต้องมีหน้าที่สำคัญ นำตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ เรื่องนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เวลาจะทำอะไรจะดูทุกเรื่องเพราะมีสำนักสืบสวนสะกดรอยอยู่
เมื่อถามว่า ยืนยันว่าสามารถจับกุมบุคคลที่กระทำผิดได้แน่นอนหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า เมื่อรับเรื่องมาเป็นคดีพิเศษแล้ว ถ้ารู้ที่อยู่จะต้องติดตาม ในวันเดียวกันนี้ยังบอกว่าอาจจะต้องประสานงานสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกประเทศด้วย ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะมีผู้ที่มีอิทธิพลเกี่ยวข้องกับบริษัทผู้รับเหมา และนอมินี ก่อสร้างอาคาร สตง.สามารถสืบสวนไปถึงตัวได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า รัฐบาลนี้โดยเฉพาะกระทรวงยุติธรรม นอกจากแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติดแล้ว ยังดำเนินการกับผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการจัดการกับผู้มีอิทธิพลอยู่แล้ว ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย หากพยานหลักฐานไปถึงก็ต้องดำเนินการ และเมื่อเช้าที่ผ่านมายังได้รับฟังข้อมูลจากพนักงานสอบสวนที่เสนอมา ก็ถือว่ารอบคอบ
พ.ต.อ.ทวีกล่าวอีกว่า สำหรับกรอบเวลาในการดำเนินงานนั้น เรื่องนี้เป็นคดีที่มีความสูญเสียเยอะ ดังนั้น ความรวดเร็วตอนนี้ ทำเฉพาะเรื่องของตึก สตง.ก่อน ส่วนอื่นเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการ รวมทั้ง การเข้าไปสู่เนื้องาน เช่น พยานหลักฐานที่ต้องไปเก็บจะทำอย่างไร การช่วยเหลือชีวิตถือเป็นอันดับแรก แต่หากเราปล่อยให้วัตถุพยานถล่มลงไปเลยก็จะไม่มีพยานหลักฐานไปยืนยัน ดังนั้น ขอให้ไปประสาน และพยายามเก็บวัตถุพยานให้ได้มากที่สุด จึงทำให้พนักงานสอบสวนต้องประสานกับนิติวิทยาศาสตร์ และวิศวกรต่างๆ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปช่วยชีวิตน่าจะบันทึกภาพเอาไว้ให้ด้วย
เมื่อถามว่า กรณีของบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด หรือนอมินี รับโครงการอื่นของรัฐ จะตั้งคณะกรรมการสอบ และพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า มีหน่วยงานที่คงต้องเอาข้อมูลไปให้ เบื้องต้นที่ตรวจจากสรรพากร พบว่าไปทำกิจกรรมร่วมค้า 29 โครงการมูลค่า 2 หมื่นกว่าล้านบาท แต่จะโฟกัสไปในเคสของเราก่อน ส่วนกรณีอื่นต้องส่งไปให้ภาครัฐได้ดู เพราะเวลาเราทำคดีต้องทำเป็นคดีไป
พ.ต.อ.ทวี ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคดีพิเศษก่อนหน้านี้ ว่า ภายหลังอธิบดีดีเอสไอได้รับคดีนอมินีเป็นคดีพิเศษ โดยเฉพาะประเด็น 3 กรรมการผู้ถือหุ้นชาวไทยในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ฯ ได้แก่ นายโสภณ มีชัย ถือหุ้น 40.7997% นายประจวบ ศิริเขตร ถือหุ้น 10.2% และนายมานัส ศรีอนันท์ ถือหุ้น 0.0003% ปรากฏว่าได้มีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอลงพื้นที่ติดตามตัวกรรมการคนไทยบางรายไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมเรียกสอบสวนปากคำตามขั้นตอน
พ.ต.อ.ทวีกล่าวต่อว่า แนวทางการสอบสวนพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นจะต้องมีพยานหลักฐาน พยานบุคคลที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องไปสอบสวน รวมถึง พยานวัตถุว่าอะไรเป็นสาเหตุอาคารถล่มจนมีผู้เสียชีวิต สำหรับการจดทะเบียนกิจการร่วมค้า บริษัทต่างชาติไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว ต้องมีคนไทยร่วมถือหุ้นร้อยละ 51 และคนต่างด้าวร้อยละ 49 จึงอยากให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษไปตรวจสอบด้วย โดยพบมี 11 บริษัทที่เป็นคนไทย ได้งานมา 29 โครงการได้อย่างไร จึงจำเป็นต้องเข้าไปตรวจสอบเพราะอาจจะมีโครงการจำนวนมากกว่านี้ สำหรับผู้ที่ประกอบธุรกิจประเภทนี้อาจต้องการผลประโยชน์ ควรดูว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงินหรือไม่ แต่ถ้าพบความผิดการทุจริตในเนื้องานจะส่ง ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า นอกจากความผิดคดีนอมินีที่ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ ยังมีความผิดอื่นพิจารณาควบคู่ไปด้วย คือความผิดว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ (ฮั้วประมูล) ซึ่งความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 (นอมินี) โดยจะต้องดูว่าในส่วนคนไทยที่ไปถือหุ้นนั้น ต้องพิสูจน์ว่าเป็นการถือหุ้นโดยอำพรางหรือไม่ ทั้งนี้ จากรายงานการตรวจสอบเบื้องต้น พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ไปตรวจสอบยังบ้านพักของนายประจวบ ที่ อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด แต่ไม่พบตัว พบเพียงภรรยา ให้ข้อมูลว่านายประจวบมีรายได้น้อยมาก ทำงานรับจ้างเกี่ยวกับการก่อสร้าง ได้เงินเดือนประมาณหมื่นกว่าบาทเท่านั้น
“อีกทั้ง นายประจวบกลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องอาคาร สตง.ถล่มให้ฟัง ก่อนออกจากบ้านไปแล้ว 2-3 วันก่อนหน้านี้ โดยไม่ได้แจ้งภรรยาว่าออกไปที่ไหนอย่างไร ดูแนวโน้มเบื้องต้นไม่สอดคล้องกับการที่ถือหุ้นในนิติบุคคลหลายๆ แห่ง นี่จึงเป็นสิ่งบ่งชี้ที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นการถือหุ้นอำพราง หรือนอมินี นอกจากนี้ ในกรณีกรรมการผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 2 รายที่เหลือ คือ นายโสภณ และนายมานัส เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวเช่นเดียวกัน” พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว
พ.ต.ต.ยุทธนากล่าวต่อว่า คณะพนักงานสอบสวนยังได้จัดทำโครงสร้างรายชื่อกิจการร่วมค้าที่ บจก.ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) ที่ได้ไปเข้าร่วมกับนิติบุคคลหลายแห่ง แต่ในช่วงแรกจะโฟกัสไปที่กิจการร่วมค้าที่ไปร่วมกับ บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ชนะในการแข่งขันราคาในกรณีการก่อสร้างตึก สตง.ส่วนนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนสัญญาที่บริษัทไชน่าเรลเวย์ฯ เข้าร่วมค้า และได้รับงานจากภาครัฐ ตั้งแต่ปี 2562-2567 จำนวน 29 สัญญา คณะพนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการตรวจสอบเช่นเดียวกัน เพราะตอนนี้เรายังโฟกัสที่คดีนอมินีเป็นหลักก่อน นอกจากนี้ หากย้อนไปดูในส่วนของ 11 รายชื่อกิจการร่วมค้าของบริษัทไชน่าเรลเวย์ฯ จะพบว่าหลายที่ก็ยังไม่ได้เกิดเหตุใดๆ ยังปกติอยู่ ดังนั้น จึงไปดูในส่วนของ กิจการร่วมค้าไอทีดี-ซีอาร์อีซี เป็นหลักก่อน