“หลุมสิว” เป็นปัญหาผิวที่รักษาได้ยากและใช้เวลานาน โดยคนที่มีปัญหานี้ย่อมหนักใจกับใบหน้าที่ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ ที่ไม่ว่าจะทาครีมเท่าไร ก็ยังดูไม่เรียบเนียนจนทำให้หมดความมั่นใจไปได้ง่าย ๆ
EY Clinic เข้าใจดีถึงความหนักใจของคนไข้ เราจึงนำเสนอการรักษาผ่าน “การกระตุ้นคอลลาเจน” ภายใต้การดูแลของแพทย์เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หมอผึ้ง, พญ.พัจนภา เวชอนุรักษ์, (ว36829 และ วว29297) ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ปลอดภัย พร้อมแผนการรักษาที่ออกแบบมาเฉพาะตัวบุคคลโดยปราศจากการยัดเยียดคอร์สที่ไม่จำเป็น
เข้าใจ “หลุมสิว”
หลุมสิว (Atrophic acne scar) คือ รอยแผลเป็นที่เกิดจากกระบวนการอักเสบของสิว และการสมานแผลที่ไม่เพียงพอ การกระตุ้นคอลลาเจนบริเวณหลุมสิว จึงเป็นวิธีที่เราจะสามารถทำได้ เพื่อให้รอยหลุมสิวดูจาง และช่วยให้ผิวมีความเรียบเนียนมากขึ้น
การกระตุ้นคอลลาเจน ช่วยรักษาหลุมสิวได้อย่างไร
คอลลาเจน (Collagen) คือ เส้นใยโปรตีนที่ทำหน้าที่อุ้มน้ำ และเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างให้กับผิว โดยเป็นองค์ประกอบที่กักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยให้ผิวมีความกระชับและแข็งแรง อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในกระบวนการสมานแผลด้วย
การกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen stimulation) จึงเรียกได้ว่าเป็นเสาหลักของการรักษาให้หลุมสิวดูจางลง และปรับสภาพให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยินคำว่า Collagen Biostimulator หรือสารกระตุ้นคอลลาเจนโดยธรรมชาติ โดยสารตัวนี้มีสรรพคุณในการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblasts) ให้ผลิตคอลลาเจนออกมามากขึ้น
ตัวอย่างของ Biostimulator ที่กำลังเป็นที่นิยม ได้แก่ Rejuran และ Sculptra แต่อย่างไรก็ดี การกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิวนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การฉีด Biostimulator เท่านั้น
5 วิธีกระตุ้นคอลลาเจน รักษาหลุมสิว
ในปัจจุบัน เรามีหัตถการในการกระตุ้นคอลลาเจน และรักษาหลุมสิวให้เลือกใช้บริการมากมาย โดยแต่ละวิธีก็จะมีหลักการทำงาน และความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งหมอขอยกตัวอย่าง 5 วิธีกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิวที่มีประสิทธิภาพ และกำลังได้รับความนิยมมาอธิบายในบทความนี้
1.Rejuran S (PN)
Rejuran หรือ รีจูรัน คือ สารโพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide หรือ PN) บริสุทธิ์ที่สกัดมาจากชิ้นส่วนพันธุกรรมของปลาแซลม่อน โดยสารโพลีนิวคลีโอไทด์ถือเป็น Biostimulator เมื่อฉีดเข้าชั้นผิวแล้วช่วยซัพพอร์ตโครงสร้างของสารเคลือบเซลล์ (Extracellular matrix หรือ ECM) และจะทำงานที่ลึกถึงระดับดีเอ็นเอในการกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งส่งผลให้ผิวมีความยืดหยุ่น แข็งแรงและเรียบเนียนขึ้น
นอกจากคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อฟื้นฟูหลุมสิวแล้ว Rejuran ยังมีคุณสมบัติอื่นด้วย ดังนี้
Rejuran จึงเป็นตัวเลือกให้มากกว่าการกระตุ้นคอลลาเจนเพื่อรักษาหลุมสิว แต่ยังช่วยแก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน ริ้วรอยแห่งวัย ปรับสภาพผิว และเสริมสร้างให้เกราะป้องกันผิวแข็งแรงด้วย
ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของ Rejuran แล้ว Rejuran S คือตัวที่ถูกออกแบบมาเพื่อการรักษาหลุมสิวและแแผลเป็นโดยเฉพาะ ซึ่ง Rejuran S (กล่องสีน้ำเงิน) จะมีเนื้อที่หนืดและเข้มข้นกว่า Rejuran ตัวอื่น ๆ โดยประสิทธิภาพในการรักษาหลุมสิว และรอยดำ-รอยแดงด้วย
ผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิวด้วย Rejuran S จะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ 2-3 สัปดาห์หลังฉีด ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ควรเริ่มฉีด Rejuran S ติดต่อกันอย่างน้อย 3-5 ครั้ง เว้นระยะห่างครั้งละ 3-4 สัปดาห์ หลังจากนั้น สามารถฉีดกระตุ้นได้ทุก ๆ 6-12 เดือน
2.Sculptra (PLLA)
Sculptra เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนที่กำลังได้รับความนิยมสูงเช่นกัน โดย Sculptra คือ สาร PLLA (Poly-L-Lactic Acid) ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับไหมละลายที่ใช้ในการเย็บแผลผ่าตัด ซึ่งสาร PLLA มีคุณสมบัติในการกระตุ้นคอลลาเจนที่จะช่วยให้หลุมสิวดูจางลง และเผยผิวที่กระชับ ชุ่มชื้นมากขึ้น
โดยหลักการทำงานของ Sculptra ในการกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิว มีคร่าว ๆ ดังนี้
การที่ Sculptra เป็นสารตัวเดียวกับไหมละลาย อาจจะทำให้ใครหลาย ๆ คนรู้สึกสงสัยว่า แล้วฉีดสารไหมละลายตัวนี้เข้าผิวหนังแล้วจะทำให้เกิดอันตรายหรือไม่ หมอขอชี้แจงแบบนี้ ว่า ตัว Sculptra ก็ได้รับการรับรองจาก US FDA ใน ปี 2004 ในฐานะ สารฉีดกระตุ้นคอลลาเจน เพื่อจุดประสงค์ของความงาม เราจึงมั่นใจได้ว่า Sculptra มีความปลอดภัยและสามารถทำงานกับเซลล์ของเราได้โดยไม่รบกวนการทำงานของผิว
การฉีด Sculptra เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิว ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 4-6 สัปดาห์ ซึ่งผลลัพธ์ของ Sculptra อยู่ได้นานถึง 2 ปี และสามารถฉีดกระตุ้นได้ปีละ 1 ครั้งเพื่อคงผลลัพธ์ได้
3.Juvelook (PDLLA)
Juvelook คือ สาร PDLLA (Poly-D, L-Lactic Acid) และไฮยาลูรอนิก แอซิดแบบ Non-crosslinked ซึ่งตัว PDLLA จะทำหน้าที่กระตุ้นคอลลาเจนบริเวณหลุมสิวในระยะยาว โดยมีลักษณะที่คล้ายกับ PLLA ของ Sculptra เพียงแต่มีการจัดเรียงโมเลกุลที่ต่างกันเล็กน้อย ส่วนตัวไฮยาลูรอนิก แอซิด จะให้ความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวดูอิ่มน้ำมากขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด
การฉีด Juvelook จึงเป็นการเติมน้ำให้ผิวและฟื้นฟูผิวด้วยการกระตุ้นคอลลาเจน โดยเมื่อฉีดครั้งแรก ตัวไฮยาลูรอนิก แอซิดจะให้ความชุ่มชื้นกับผิวทันที ทำให้ผิวฟูขึ้นและหลุมสิวดูจางลง หลังจากนั้น 2-3 สัปดาห์ เราจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ของ PDLLA โดยผิวจะถูกกระตุ้นให้ผลิตคอลลาเจนและเส้นใยโครงสร้างผิวอื่น ๆ ออกมามากขึ้น ทำให้ผิวเริ่มมีความกระชับ เรียบเนียน ชุ่มชื้นมากขึ้น โดยพบว่าปริมาณคอลลาเจนในชั้นผิวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากฉีด Juvelook เพียง 6 เดือน ให้ผิวมีความแน่นฟูและแข็งแรงยิ่งขึ้น
ตัว PDLLA ก็ยังมีความเข้ากันได้ทางชีวภาพต่อร่างกายมนุษย์ (Biocompatibility) ไม่ต่างกับ PLLA ของ Sculptra และได้รับการรับรองโดย FDA เพื่อจุดประสงค์ด้านความงาม เราจึงมั่นใจได้ว่า Juvelook เป็นวิธีการกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิวที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ
การฉีดกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิวด้วย Juvelook ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 3 ครั้ง เว้นระยะห่างครั้งละประมาณ 1 เดือน และสามารถฉีดซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์ได้ทุก ๆ 6-12 เดือน
4.Profhilo (Non-Crosslinked HA)
Profhilo คือ ไฮยาลูรอนิก แอซิดที่มีความบริสุทธิ์สูง ผลิตด้วยเทคโนโลยี NAHYCO® และถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนโดยเฉพาะ โดยมีโมเลกุลที่ไม่เชื่อมต่อกัน (Non-crosslinked) ซึ่งทำให้เนื้อเหลว ไม่ขึ้นรูปเหมือนฟิลเลอร์ มีความเสถียร และทำงานกับเซลล์ผิวได้นานขึ้น
Profhilo โดดเด่นในเรื่องการฟื้นฟูคุณภาพผิวผ่านการปรับโครงสร้างผิว (Bio-remodeling) โดยจะกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนชนิดที่ 1,3, และ 4 รวมถึงอีลาสตินในทุกชั้นผิว ให้ผิวมีความกระชับ ยืดหยุ่น อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้เกราะป้องกันผิวทางธรรมชาติ
Profhilo เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการแก้ปัญหาหลุมสิว โดยเฉพาะหลุมสิวประเภท Rolling ที่กว้างและมีขอบหลุมไม่ชัดเจน โดยพบว่า การฉีด Profhilo ควบคู่ไปกับ การตัดพังผืด (Subcision) ให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจต่อผู้รักษามากกว่าถึง 2 เท่า (นับจากคะแนนความพึงพอใจของผู้ป่วยหรือ VAS score) เมื่อเทียบกับการรักษาด้วย Subcision เพียงอย่างเดียว
การฉีด Profhilo ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 2 ครั้ง โดยเว้นระยะ 1 เดือนต่อครั้ง และผลลัพธ์มีอายุยาวนาน 6-12 เดือน โดยจะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนในช่วง 1-2 เดือนหลังฉีด และสามารถฉีดกระตุ้นได้ทุก ๆ 6 เดือน
4.เลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน
ไม่ว่าจะเป็น Fractional CO2, Pico, หรือ Fractional RF เราสามารถสรุปสั้น ๆ ได้ว่า เลเซอร์ คือ การใช้พลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ในการกระตุ้นคอลลาเจนบริเวณหลุมสิว โดยพลังงานไม่ว่าจะเป็น แสงอินฟราเรด แสงสีเหลือง หรือคลื่นวิทยุ เมื่อถูกยิงเข้าสู่ชั้นผิวแล้วก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจนมากขึ้น และยังทำให้เกิดการจัดเรียงโครงสร้างของผิว (Remodeling) ด้วย ซึ่งเลเซอร์แต่ละตัวก็จะมีคุณสมบัติ รูปแบบของพลังงาน และความโดดเด่นเฉพาะตัวที่ต้องกันออกไป อาทิ เช่น
เลเซอร์ เป็นอีกหนึ่งวิธีกระตุ้นคอลลาเจนหลุมสิวที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพทำได้ง่าย และมีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว การรักษาหลุมสิวด้วยเลเซอร์เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ควรทำติดต่อกันอย่างน้อย 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างครั้งละ 4-6 สัปดาห์ ทั้งนี้จำนวนครั้งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของเลเซอร์ สภาพผิว และการประเมินผลของแพทย์ด้วย
EY Clinic คือ คลินิกที่เชี่ยวชาญด้านสิว และ หลุมสิว
หากคุณกำลังมองหาคอร์สการรักษาหลุมสิวที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ให้ EY Clinic เป็นผู้ดูแล โดยเรา คือ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์รวมกันมากกว่า 30 ปี นำทีมโดย
ยินดีให้คำปรึกษาและช่วยดูแลให้ผิวของคุณมีสุขภาพดี มอบความความมั่นใจให้ผิวหน้าในแบบที่คุณต้องการ
นัดปรึกษาปัญหาผิวที่ EY Clinic วันนี้!
ติดต่อเราได้ที่ 093-414-6719 หรือแอดไลน์@EYClinicTH
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://www.eyclinic.com/