“ผมอธิบายไปแล้วนะ ทำไมพวกคุณยังไม่เข้าใจอีก ?”
เสียงบ่นของผู้บริหารระดับกลางท่านหนึ่งสะท้อนถึงปัญหาที่พบบ่อยในองค์กรยุคนี้-ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ แต่ขาดทักษะในการสื่อสารวิสัยทัศน์
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนเร็วราวกับการพลิกฝ่ามือ สิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่แค่คนที่คิดได้ไกล แต่ต้อง สื่อสารให้ถึงใจคน ด้วย
Articulating Vision หรือ “การสื่อสารวิสัยทัศน์” คือหนึ่งทักษะใน IMPACT Leadership โมเดลที่สลิงชอท กรุ๊ป ทำวิจัยร่วมกับ Center for Creative Leadership เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารและหัวหน้างานคนไทย ให้มีความเป็นผู้นำระดับที่สากลยอมรับ จึงไม่ใช่เพียงทักษะผิว ๆ อีกต่อไป แต่มันคือ “แกนหลัก” ที่จะกำหนดว่า คุณเป็นแค่คนเก่ง… หรือเป็นผู้นำที่แท้จริง
ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ในช่วงที่โลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคดิจิทัล องค์กรหนึ่งในไทยได้ว่าจ้างที่ปรึกษาระดับโลกเข้ามาช่วยปรับกลยุทธ์ มี PowerPoint นับร้อยสไลด์ที่วาง Roadmap ระยะ 5 ปี ไว้อย่างสวยงาม
แต่ผ่านไปสองปี ไม่มีใครพูดถึงแผนนั้นอีกเลย ทุกคนกลับไปทำงานเหมือนเดิม
เพราะแม้จะมีวิสัยทัศน์…แต่มันไม่มีชีวิต
สิ่งที่หายไป คือ “พลังจากผู้นำ” ที่จะทำให้คนรู้สึกได้ว่า เรากำลังไปไหนและพนักงานแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรในเส้นทางนั้น
ในปี 1997 Jeff Bezos เขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเป็นครั้งแรก หลังจาก Amazon เข้าตลาดหุ้น ในจดหมายฉบับนั้น เขาไม่ได้เขียนเรื่องผลประกอบการมากนัก แต่เขาพูดถึงความมุ่งมั่นระยะยาว และการสร้างสิ่งที่ลูกค้าจะรัก แม้ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร
เขาไม่ได้พูดเป็น Bullet Point แต่เล่าเป็นเรื่อง ใส่ความเชื่อและความตั้งใจลงไปแบบเต็มคาราเบล
25 ปีต่อมา Amazon เปลี่ยนวิธีที่คนทั้งโลกซื้อของ เพราะผู้นำอย่างเขาไม่ได้แค่มีวิสัยทัศน์ แต่สื่อสารวิสัยทัศน์นั้น
ออกมาอย่างชัดเจน จนผู้ฟังรู้สึกราวกับว่า “มันเป็นเรื่องของพวกเขาด้วย” เช่นกัน
ในบทความชื่อ “Why Vision Statements Are Often Inert-and How to Bring Them to Life” (HBR, ก.ย. 2023) นักวิจัยพบว่าองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจนแต่ไม่สามารถสื่อสารอย่างมีชีวิตชีวาได้ มักจะล้มเหลวในการเปลี่ยนทิศทางองค์กร แม้กลยุทธ์จะถูกต้องก็ตาม
และการศึกษาจาก Gallup ยังพบว่า พนักงานที่รู้สึกว่างานของตนมีความเชื่อมโยงกับเป้าหมายองค์กร จะมี Engagement สูงขึ้นถึง 63% และมี Productivity สูงขึ้นเกือบ 20%
แปลว่า ทักษะ Articulating Vision ไม่ได้แค่ “ดี ควรมีไว้” แต่มันเป็นทักษะสำคัญที่ส่งผลต่อกำไร และผลลัพธ์ขององค์กรได้อย่างชัดเจน
แน่นอนว่า Jeff Bezos ไม่ได้สื่อสารเก่งมาตั้งแต่เกิด เขาฝึกฝนผ่านการเขียนจดหมายถึงผู้ถือหุ้นทุกปี จนกลายเป็น Leadership Journal ที่มีคนรออ่านกันทั่วโลก
เขาเล่าว่าจดหมายแต่ละฉบับ ใช้เวลาเขียนนานมาก เพราะอยากให้แน่ใจว่า เขาจะสามารถสื่อสาร หัวใจของสิ่งที่ทำ ไม่ใช่แค่หัวข้อที่อยากจะบอก เท่านั้น
ข่าวดี คือ เราทุกคนก็เริ่มจากตรงนั้นได้เช่นกัน โดยเริ่มเล่าเรื่องเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ แทนที่จะสั่งให้ทำตามที่กำหนดไว้, พูดถึงทำไม ก่อนจะพูดถึงว่าจะทำอะไร และจะทำอย่างไร, ใช้คำง่าย ๆ ไม่ใช่ศัพท์ธุรกิจที่ฟังแล้วเหมือนนโยบายจากส่วนกลาง
เพราะสุดท้าย… ถ้าคนฟัง ไม่รู้สึกว่าเขาเกี่ยวข้อง วิสัยทัศน์นั้นก็จะกลายเป็นแค่คำพูดสวยหรูที่ติดอยู่บนกำแพงเท่านั้น
ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่ผมเป็นผู้บริหารในบริษัทข้ามชาติแห่งหนึ่ง เรามีแผนที่จะเปลี่ยนระบบการทำงานครั้งใหญ่ ซึ่งแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่อยากเปลี่ยน
จำได้ว่าผมไม่ได้เริ่มต้นด้วยการอธิบายระบบใหม่ แต่เล่าเรื่องของพนักงานกลุ่มหนึ่งที่เคยเหนื่อยมากเพราะต้องทำงานซ้ำซ้อน แต่เมื่อปรับระบบสำเร็จ มันช่วยให้พวกเขามีเวลามากขึ้น ได้กลับบ้านเร็วขึ้น
พอพูดจบ มีหัวหน้างานคนหนึ่งเดินเข้ามาหา แล้วบอกว่า
“ผมเพิ่งเข้าใจวันนี้เองว่า ระบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่อง IT ของบริษัท แต่มันคือเรื่องของคุณภาพชีวิตสำหรับพนักงานของเรา”
หลังจากวันนั้น เขากลายเป็น “ผู้สนับสนุน” การเปลี่ยนแปลงคนสำคัญ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาคือหนึ่งใน “พวกต่อต้านการเปลี่ยนแปลง”
ในฐานะหัวหน้าแผนก ผู้นำทีม หรือแม้แต่พนักงานธรรมดา ๆ คนหนึ่ง คุณก็สามารถ “เล่าวิสัยทัศน์” ได้
ไม่ต้องรอให้ “พร้อม” ไม่ต้องรอให้พูดเก่ง ไม่ต้องรอให้มีเวทีใหญ่
เพียงเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างการสื่อสาร ให้เพื่อนร่วมงานเข้าใจว่า “เป้าหมายนี้มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับเขาอย่างไร”
เพียงเท่านี้…วิสัยทัศน์ของคุณ ก็มีโอกาส “เดินทางได้” จริงแล้วครับ