ประธาน TDRI ย้ำ'บัตรทอง' เป็นสวัสดิการสังคม ไม่ใช่ประชานิยม เสนอทางออกคุมต้นทุนสุขภาพ
GH News January 21, 2026 04:11 PM

ประธาน TDRI ร่วมปาฐกถา “รำลึกครบรอบ 18 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ย้ำชัด “บัตรทองไทย” เป็นสวัสดิการสังคม ไม่ใช่ประชานิยม ชี้โจทย์ท้าทายระบบ “ต้นทุนสุขภาพพุ่ง” ต้องบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ พร้อมแนะแนวทางควบคุมเพื่อความยั่งยืน

มูลนิธิมิตรภาพบำบัด ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)  และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ร่วมจัดงาน “รำลึกครบรอบ 18 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้วางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพไทย” เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงการจากไปของ นายแพทย์สงวน ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จนนำไปสู่การตราพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “กองทุนบัตรทอง 30 บาท”

โดยมี นพ.วิชัย โชควิวัฒน ประธานมูลนิธิมิตรภาพบำบัด และ นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการ สปสช. พร้อมด้วย น.ส.พรหมกร พรหมขัติแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการ ธกส. ตลอดจนคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงภาคีเครือข่ายเข้าร่วม ณ ห้องจูปิเตอร์ ชั้น 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ในงานนี้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมปาฐกถา “นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ในหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพประเทศไทย สวัสดิการสังคม มิใช่ประชานิยม” โดยระบุว่า ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และได้ทำลายมายาคติที่ว่า การมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จำเป็นต้องเกิดขึ้นเฉพาะในประเทศร่ำรวยเท่านั้น โดยคุณูปการสำคัญมาจากนายแพทย์สงวน ผู้มีบทบาทผลักดันและก่อร่างสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และปัจจุบันมีการขยายสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนว่าประเทศไทยได้ลงทุนกับระบบสุขภาพเพิ่มขึ้น และช่วยลดสัดส่วนครัวเรือนที่ล้มละลายจากค่ารักษาพยาบาล จากร้อยละ 8 เหลือต่ำกว่าร้อยละ 2 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ทำให้การบริหารจัดการกองทุนฯ มีความท้าทายมากขึ้น โจทย์สำคัญคือการควบคุมต้นทุนค่ารักษาพยาบาลไม่ให้เพิ่มสูงเร็วเกินไป ซึ่งสามารถทำได้หลายแนวทาง อาทิ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา การทบทวนนโยบายเมดิคัลฮับที่ส่งผลให้มีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามาใช้บริการจำนวนมากขณะที่บุคลากรทางการแพทย์มีจำกัด การส่งเสริมการใช้ยาและนวัตกรรมราคาที่เหมาะสม การลดทุรเวชปฏิบัติ และการพิจารณาเปิดรับแรงงานวิชาชีพต่างชาติในสาขาที่จำเป็น

ดร.สมเกียรติ ระบุด้วยว่า หากสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดการตรวจซ้ำ ลดความผิดพลาดและการทุจริต รวมถึงขยายการเข้าถึงบริการแพทย์ทางไกล จะช่วยยกระดับระบบจากการรักษาไปสู่การป้องกัน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมภาระงบประมาณกองทุนฯ ท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงอายุที่ส่งผลให้มีผู้รับบริการเพิ่มมากขึ้น ขณะที่จำนวนผู้เสียภาษีลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทีดีอาร์ไอเห็นว่ารัฐบาลควรดำเนินการภายใน 1 ปี ได้แก่ การพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่มีภาวะพึ่งพิงด้านสาธารณสุขระยะยาว (Long-Term Care) ที่บ้านและใช้โรงเรียนขนาดเล็กเป็นศูนย์ Day Care การปรับอายุบำนาญขั้นต่ำเป็น 60 ปี การเริ่มยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และการตั้งคณะทำงานปรับอัตราค่ารักษาผู้ป่วยในให้เท่าเทียมทั้ง 3 ระบบหลัก

ส่วนแผนระยะ 4 ปี ควรขยาย Long-Term Care ให้ครอบคลุมทุกชุมชน ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงบริการ Palliative Care อย่างทั่วถึง แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากประกันสังคม และลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลอย่างเป็นระบบ

ดร.สมเกียรติ กล่าวสรุปด้วยว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของไทยไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นสวัสดิการสังคมที่มีแหล่งที่มาของงบประมาณชัดเจน และมีเป้าหมายลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตามปัจจุบันกองทุนฯ นี้กำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ จากข้อจำกัดด้านงบประมาณและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น จึงจำเป็นต้องยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนฯ และระบบต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อภาระทางการคลัง ท่ามกลางสถานการณ์หนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงเกินร้อยละ 65 ทั้งนี้เพื่อให้กองทุนฯ สามารถดำเนินการได้ต่อไปได้อย่างยั่งยืน

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.