ส.อ.ท.หวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เร่งการฟื้นตัวเศรษฐกิจ
GH News January 21, 2026 06:10 PM

ส.อ.ท. เผยดัชนีเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือน ธ.ค.ลดลง หวังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แนะรัฐดูแลค่าเงินบาท รับมือ CBAM เพิ่มโอกาสเอสเอ็มอี

21 ม.ค. 2569 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนธ.ค.2568 อยู่ที่ระดับ 88.2 ลดลงจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 89.1 เนื่องจากเหตุปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่บริเวณชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ สระแก้ว จันทบุรี และตราด ต้องหยุดชะงักลง ประกอบกับความกังวลต่อความต่อเนื่องของการดำเนินนโยบายภาครัฐ ภายหลังมีการประกาศยุบสภา โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง และการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐ ภาคการผลิตอุตสาหกรรมชะลอลง จากการเร่งผลิตในช่วงก่อนหน้า และจำนวนวันทำงานที่ลดลงในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี

นอกจากนี้ การส่งออกยังมีแนวโน้มชะลอตัว ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าบางประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น และกลุ่มอาเซียน รวมถึงสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้งและสุขภาพของประชาชน อีกทั้ง ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจากกการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ รวมถึงกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและสภาพคล่องในประเทศ ส่งผลให้รายได้ผู้ส่งออกปรับลดลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น และกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ในเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยบวกหลายประการที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ การเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีและการเร่งใช้จ่าย ภายใต้โครงการคนละครึ่งพลัสก่อนสิ้นสุดโครงการวันที่ 31 ธ.ค.2568 มีส่วนช่วยหนุนการบริโภคและกระตุ้นการใช้จ่ายในภูมิภาคช่วงปลายปี

ขณะที่ ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 95.7 เพิ่มขึ้นจากระดับ 94.9 ในเดือนพ.ย.2568 เป็นผลมาจากปัจจัยเชิงบวกหลายประการ ได้แก่ มาตรการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่บาทแรก (จากเดิมที่ยกเว้นให้สินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 เพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ และลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ประกอบการไทย

“การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คาดว่าจะช่วยเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ จากความชัดเจนด้านทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม”

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความกังวลต่อความเสี่ยงที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง แม้จะมีการลงนามยุติการรบแล้วก็ตาม มาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 และจะเพิ่มภาระต้นทุนด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก่อนที่จะเริ่มการจัดเก็บค่าการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นทางการในปี 2570

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ส.อ.ท.มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อบรรเทาการแข็งค่าของเงินบาท โดยติดตามและยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เงินทุนเคลื่อนย้าย ตลาดทองคำและการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อลดการเก็งกำไรและความผันผวนของค่าเงิน ควบคู่กับการป้องกันธุรกรรมที่ไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง

ภาครัฐต้องส่งเสริมการปฏิบัติตามมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป เช่น สนับสนุนเงินทุนและผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคในการลดการปล่อยคาร์บอน ส่งเสริมกลไกให้เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบใช้แล้วภายในประเทศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น และเสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างจากเอสเอ็มอี ผ่านระบบ e-GP เป็น 50% เป็นตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) ของหน่วยงานรัฐ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มการเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเอสเอ็มอี

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.