สถาบันพระปกเกล้า เผยผลสำรวจ KPI Poll ถามประชาชนถึงการทำงานของ กกต. ว่าสุจริตหรือไม่ ผลสำรวจออกมาสอบตก 87.7%
นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เปิดเผยถึงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 10 ที่ศูนย์ฯได้สำรวจระหว่างวันที่ 13-16 ก.พ.2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1.การเลือกตั้งครั้งนี้ ประชาชนมองว่ามีความสุจริตเที่ยงธรรมหรือไม่ (สำรวจโดย x Line Today) เสียงส่วนใหญ่ชัดเจนว่าไม่เชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรม โดย 87.7% รู้สึกไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย สูงสุด โดยมีเพียง 12.3% ที่รู้สึก ค่อนข้างสุจริตเที่ยงธรรม-สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด
ช่องว่างความเชื่อมั่นที่กว้างมาก (กลุ่มเชิงลบมากกว่ากลุ่มเชิงบวกประมาณ 7 เท่า) สะท้อนวิกฤตความกังวลและความไว้วางใจต่อ ความสุจริตเที่ยงธรรม ของกระบวนการจัดเลือกตั้งครั้งนี้
2.หน้างาน “พอได้” แต่โจทย์ความน่าเชื่อถือของระบบยังหนัก เรื่องที่ผลประเมิน ค่อนข้างดี-ดี คือ ความพร้อมของสถานที่ อุปกรณ์ และป้ายต่างๆ 61.9% สูงสุด รองลงมาคือ การอำนวยความสะดวกแก่คนมาใช้สิทธิ 59.9% และการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบการเลือกตั้ง 56.4% เรื่องที่ผลประเมิน “พอใช้-แย่” คือ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 67.6% สูงสุด
รองลงมา คือ การให้ข้อมูลแก่ประชาชน 57.6% การรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว 54.7% การควบคุมการหาเสียง/พฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย 54.3% และ การนับคะแนนที่โปร่งใสตรวจสอบได้ 50.6%
ภาพรวมสะท้อนว่า งานเชิงปฏิบัติการหน้าหน่วยเลือกตั้งทำได้ค่อนข้างดี จึงเป็นจุดแข็งที่ควรรักษามาตรฐานให้สม่ำเสมอทุกพื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน ปัญหาหลักอยู่ที่มิติความน่าเชื่อถือของระบบและการกำกับกติกา ประชาชนไม่ได้กังวลเรื่อง จัดหน่วยเลือกตั้งได้ไหม แต่กังวลว่า ระบบยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบังคับใช้กฎหมายจริงหรือไม่
3.การบ้านเร่งด่วน 3 เรื่อง: “นับคะแนนโปร่งใส–บังคับใช้กฎหมาย–สื่อสารก่อนเลือกตั้ง” สิ่งที่ประชาชนอยากให้ กกต. ปรับปรุงเร่งด่วนที่สุด 3 อันดับแรก คือ การนับคะแนนที่โปร่งใส 23.6% สูงสุด การบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง 23.3% และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลก่อนเลือกตั้ง 20.5%
รองลงมา คือการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการที่ถูกต้องและรวดเร็ว 7.8% การอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการ 6.5% และ การจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า 4.6%
สะท้อนว่า ประชาชนอยากเห็น กกต. เร่งแก้ จุดตัดสินความไว้วางใจ ของการเลือกตั้ง มากกว่าการแก้เรื่องหน้างานทั่วไป ต้องการหลักฐานและกระบวนการที่ตรวจสอบได้มากขึ้น เพื่อลดช่องว่างที่ทำให้เกิดความสงสัย ข่าวลือ หรือความไม่ไว้วางใจ
4.มุมมอง “ความไม่สุจริตเที่ยงธรรม” ในการจัดเลือกตั้งตามภาค -ใต้ และกทม.สูงเด่น สัดส่วนประชาชนที่มองว่าการจัดเลือกตั้ง ไม่ค่อยสุจริตเที่ยงธรรม-ไม่สุจริตเที่ยงธรรมเลย ภาคใต้สูงสุด 74.9% รองลงมา คือ กรุงเทพมหานคร 70.7% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 65.3% ภาคเหนือ 59.4% ภาคตะวันออก 44.4% และ ภาคกลาง 21.5%
ความกังวลไม่เท่ากันตามพื้นที่ สะท้อนปัจจัยเชิงบริบท ได้แก่ ประสบการณ์ในพื้นที่ การรับรู้ข่าวสาร ความเชื่อมโยงทางการเมือง/กรณีร้องเรียน กกต. จึงควรวางมาตรการและการสื่อสารแบบ เจาะพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่อุณหภูมิความกังวลสูง เพื่อทำให้กระบวนการตรวจสอบได้และลดช่องว่างความสงสัยของประชาชน
นายอิสระ กล่าว การสำรวจครั้งนี้สะท้อนภาวะ ความไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้ง ที่สั่นคลอนอย่างชัดเจน แม้งานด้านหน้างาน บางเรื่องถูกมองว่าค่อนข้างดี แต่มีประเด็นจำนวนมากที่ประชาชนให้ กกต.สอบตก โดยเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามทุจริต
โดยรวมจึงเป็นสัญญาณว่า ประชาชนไม่ได้กังวลเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะจุด แต่กังวลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งกระบวนการและมาตรฐานการกำกับดูแล ดังนั้น การยกระดับความเชื่อมั่นไม่ได้อยู่ที่ การจัดหน่วยเลือกตั้ง เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่า ตรวจสอบได้จริง ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมาย การสื่อสารข้อมูล ไปจนถึงการนับคะแนนและการรายงานผล
จากนี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของกกต. ที่ต้องเร่งกู้ความไว้วางใจและวิกฤตศรัทธา เพราะอีกไม่นานนี้ จะมีการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. เป็นสนามต่อไป ซึ่งประชาชนจะจับตาดูการทำงานของ กกต.อย่างเข้มข้นขึ้นแน่นอน
ข่าวล่าสุด