ปภ. เปิดหลักเกณฑ์ใหม่เงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ 2569 ด้วยการปรับเพิ่มงบ "ด้านดำรงชีพ" เริ่มใช้ 6 มี.ค. 69
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังปรับหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินทดรองราชการฯ ใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน ไฮไลต์สำคัญมีดังนี้

เพื่อให้ถึงมือประชาชนรวดเร็วและโปร่งใส
ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ
ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต รายละไม่เกิน 35,700 บาท (เดิม 29,700 บาท)
กรณีภัยพิบัติที่เป็นสาธารณภัยขนาดใหญ่หรือรุนแรงเป็นที่สะเทือนขวัญของประชาชนทั่วไป ให้จ่ายเงินและหรือสิ่งของปลอบขวัญ ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่รักษาตัวในสถานพยาบาล รายละไม่เกิน 2,600 บาท (เดิม 2,300 บาท)
ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ ซึ่งผู้ประสบภัยพิบัติเป็นเจ้าของที่ได้รับความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน 88,600 บาท (เดิม 49,500 บาท) ไม่รวมถึงบ้านเช่า
ค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ และหรือเงินทุนสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ ที่เป็นอาชีพหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวของผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 13,500 บาท (เดิม 11,400 บาท)
ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพเบื้องต้น กรณีที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง เท่าที่จ่ายจริงครอบครัวละไม่เกิน 4,900 บาท (เดิม 3,800 บาท)
กรณีที่ผู้ประสบภัยพิบัติเช่าบ้านเรือนของผู้อื่น และบ้านเช่าเสียหายจากภัยพิบัติทั้งหลังหรือเสียหายบางส่วน จนอยู่อาศัยไม่ได้ ให้ช่วยเหลือเป็นค่าเช่าบ้านแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ เท่าที่จ่ายจริงในอัตราครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 2,500 บาท (เดิม 1,800 บาท) เป็นเวลาไม่เกิน 2 เดือน
ค่าถุงยังชีพ ชุดละไม่เกิน 1,000 บาทต่อครอบครัว (เดิม 700 บาท)
หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข การใช้จ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ปี 2569 ซึ่งกระทรวงการคลังได้กำหนดบังคับใช้ใหม่นี้ จะช่วยให้การช่วยเหลือเหลือผู้ประสบภัยพิบัติได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยา ที่เหมาะสม กับการเปลี่ยนของสถานการณ์สาธารณภัย สภาวะเศรษฐกิจ และสังคมมากขึ้น และได้เน้นย้ำให้หน่วยงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถือปฏิบัติเป็นหลักเกณฑ์ในการจ่ายเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินนี้อย่างเคร่งครัด พร้อมประสานจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทราบและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์ใหม่ในการใช้จ่ายเงินทดรองราชการฯ ปี 2569 เพื่อให้การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเป็นไปอย่างมีทิศทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ของประชาชน