ความผันผวนแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะระบบนิเวศป่าชายเลน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกุญแจดอกใหญ่ในการดูแล ฟื้นฟู ทรัพยากรทางทะเลให้อยู่รอด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลังกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง(ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) บูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัยทั้งจากห้องปฏิบัติการและผืนป่าชายเลนจริงภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้าน “การวิจัย พัฒนา และวิชาการ เกี่ยวกับป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศไทย” เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับป่าชายเลนและชายฝั่งทะเลไทยที่ยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน
MOU ปกป้องป่าชายเลนนี้ สองหน่วยงานร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สำคัญ ได้แก่ 1.การจัดทำฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน 2.การประเมินศักยภาพบลูคาร์บอน หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ถูกดูดซับไว้โดยระบบนิเวศชายฝั่งรวมถึงมหาสมุทร อาทิ ป่าชายเลน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง 3.การใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ชายฝั่ง และ 4.การพัฒนานวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อรับมือกับปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพื้นที่และเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นความร่วมมือต่อเนื่องระยะเวลา 5 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2574

ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ ทช. ครั้งนี้ มีเป้าหมายนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเสริมศักยภาพการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการป่าชายเลน และระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของโลก ภายใต้การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะการหยุดยั้งความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ที่เสื่อมโทรม การบูรณาการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่นโยบายและการตัดสินใจเชิงพื้นที่ รวมถึงสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคีเครือข่าย สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDGs 13 (Climate Action) และ SDGs 14 (Life Below Water)
“ ป่าชายเลนเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม โลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ ศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ สวทช. ถอดรหัสจีโนมและพันธุกรรมของป่าชายเลน เพื่อเข้าใจความหลากหลาย การปรับตัวต่อความเค็ม ระดับน้ำทะเล การอยู่รอด เพราะในระยะยาวป่าชายเลนคือกำแพงธรรมชาติป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นระบบนิเวศที่ซับซ้อน การอนุรักษ์ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งการศึกษาลงลึกถึงพืชป่าชายเลนที่ถูกคุกคาม และใกล้สูญพันธุ์ เพื่อเป็นฐานข้อมูลให้ ทช. ประกอบการวางแผนอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน ส่วนธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติจัดเก็บข้อมูลป่าชายเลนจากภาคสนาม จากเจ้าหน้าที่ นักวิจัย เชื่อมโยง แสดงผลเพื่อให้เห็นสถานะทรัพยากรอย่างเป็นระบบ ช่วยประกอบตัดสินใจเชิงนโยบาย “ ศ.ดร.ชูกิจ กล่าว
ส่วนปัญหากัดเซาะชายฝั่งไทย ผอ.สวทช. กล่าวว่า เนคเทคใช้ระบบดิจิทัลติดตามชายฝั่ง การแก้วิกฤตกัดเซาะต้องการข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ มีความต่อเนื่อง ซึ่งเนคเทคพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ชายฝั่งโดยใช้ AI นับจำนวนไม้ไผ่ที่ติดตั้งสำหรับดักจับตะกอนหาดโคลน รวมถึงระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดความสูงของคลื่น ประเมินประสิทธิภาพของโครงสร้างป้องกันชายฝั่ง และระบบเซ็นเซอร์ติดตามสภาวะแวดล้อมใต้ทะเลเฝ้าระวังปะการังฟอกขาว ข้อมูลนำเสนอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่หน่วยงานและประชาชนเข้าถึงได้ การป้องกันและฟื้นฟูชายฝั่งต้องการนวัตกรรมวัสดุที่เข้าใจธรรมชาติทะเล นาโนเทคพัฒนาไม้ไผ่เทียมชะลอคลื่นและรั้วดักตะกอนจากวัสดุพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นปราการกันคลื่นที่ไม่ก่อปัญหากัดเซาะในพื้นที่ถัดไป จะแก้กัดเซาะชายฝั่งระยะยาว แล้วยังเรื่องคาร์บอนเครดิต พืชที่ดีในระบบนิเวศชายฝั่งที่กักเก็บคาร์บอน
“ ความร่วมมือตลอด 5 ปีข้างหน้านี้ สวทช. จะทำงานกับ ทช. อย่างใกล้ชิด งานวิจัยและการพัฒนานวัตกรรม หากเริ่มต้นจากกลัดกระดุมเม็ดแรกถูกต้อง จะใช้ประโยชน์ได้จริง เสริมสร้างความเข้มแข็งการบริหารจัดการทรัพยากรชายฝั่ง และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาของประเทศและกรอบการดำเนินงานในระดับโลก ” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าว

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ช่วงสิบปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าชายเลนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านไร่ จากการอนุรักษ์ที่จริงจัง พบการบุกรุกป่าชายเลนแปลงใหญ่น้อยมาก มีแค่แปลงเล็ก เพราะเทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับได้ รวมถึงนากุ้งร้าง ล่มสลาย นายทุนไม่รุกป่าชายเลน ทรัพยากรป่าชายเลนและระบบนิเวศทางทะเล คือต้นทุนธรรมชาติที่สำคัญ เป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ แนวป้องกันภัย และแหล่งกักเก็บคาร์บอน แต่ด้วยสภาพภูมิอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลง การอนุรักษ์ด้วยวิธีเดิมอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน อย่างแนวรั้วไม้ไผ่ชะลอคลื่นเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เป็นแนวคิดที่ดีช่วยกันคลื่น ดักตะกอน แต่พบปัญหาไม้ไผ่เสียหายง่าย ทช.ร่วมกับ สวทช. วิจัยและพัฒนานวัตกรรมกันคลื่น ซึ่งเป็นวัสดุที่ดีกว่า ไม่สร้างขยะ นี่คือ รูปธรรมจากเทคโนโลยีที่จะนำมาต่อยอด
“ ไม้ไผ่เทียมชะลอคลื่นและรั้วดักตะกอนจากวัสดุพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ออกแบบทนทานคลื่นลมและสภาพแวดล้อมทางทะเล ลดการผุกร่อนบริเวณรอยต่อดินเลนและน้ำทะเล อายุใช้งานยาวนานกว่าโครงสร้างวัสดุไม้ไผ่ธรรมชาติ เมื่อหมดอายุใช้งานย่อยสลายกลับสู่ธรรมชาติ แนวรั้วชะลอคลื่นนี้ลดพลังงานคลื่น เอื้อต่อการสะสมตะกอนเลนหลังแนวป้องกัน เหมาะฟื้นฟูและปลูกป่าชายเลน นวัตกรรมนี้ผสมผสานระบบติดตามประเมินผลการฟื้นตัวระบบนิเวศและชายฝั่ง ทช.นำนวัตกรรมและการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ “
แนวทางการอนุรักษ์ป่าชายเลนด้วยวิทยาศาสตร์ไม่เพียงสร้างปราการกันกัดเซาะ อธิบดี ทช. กล่าวว่า ต้องดูแลผืนป่าชายเลนเพื่อไปสู่บลูคาร์บอน ต้องรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ เราร่วมกันศึกษาระดับจีโนมเพื่อปิดช่องว่าง อย่างไรก็ตาม ต้องเร่งศึกษาและนำงานวิจัยมาขยายผล หากเราเข้าใจและเรียนรู้ธรรมชาติ ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นานาเทคโลยี ในการบริหารจัดการและฟื้นฟูทรัพยากร เชื่อว่าจะเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ เราไม่ได้ฟื้นฟูปลูกป่าชายเลนเพื่อเอาไม้อีกต่อไป แต่เพื่อให้มีนิเวศบริการของป่าชายเลนครบถ้วน ทั้งผลผลิตไม้ สัตว์ ความหลากหลายทางชีวภาพ การชดเชยคาร์บอน Carbon Offset ฉะนั้น การปลูกป่าชายเลน ต้องปลูกให้ถูกชนิดพันธุ์ อัตรารอดสูง ซึ่งต้องใช้วิทยาศาสตร์เข้ามาจับ เทคโนโลยีมาช่วย ทช.มีแผนแม่บทรักษาป่าชายเลน โดยปลูกป่าชายเลนร่วมกับชุมชนชายฝั่งมากขึ้น รัฐไม่สามารถอนุรักษ์โดยลำพัง บนแนวคิดอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเก็บรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่อีกส่วนจะสร้างป่าชายเลนชุมชนที่ชุมชนได้ประโยชน์จากทรัพยากรชายฝั่ง และเชื่อมโยงด้วยกลไกทางการเงินโดยที่ ทช.เป็นตัวกลาง รวมถึงมีเป้าหมายนำป่าชายเลนชุมชน 5 แสนไร่เข้าตลาดคาร์บอนในอีก 5 ปีข้างหน้า จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีตรวจวัดและประเมินผลสำเร็จ “ ดร.ปิ่นสักก์ กล่าว

ภายใต้ MOU ของ 2 หน่วยงานเปรียบเสมือนการรวมนักวิจัยที่มีกึ๋น การรวมคลังสมองด้านอนุรักษ์ทรัพยากรและด้านเทคโนโลยีของประเทศ ผนึกกำลังนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการทำงานด้านการอนุรักษ์ อธิบดี ทช. กล่าวด้วยว่า ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี จะมีศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน ร่วมขับเคลื่อนการวิจัย สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่นำมาใช้แก้ปัญหาได้จริง เน้นประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สนับสนุนการอนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งของไทย
