จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งต่างมีอาวุธนิวเคลียร์ กับอิหร่าน หรือการปะทะกันระหว่างกลุ่มตาลีบันในอัฟกานิสถานกับปากีสถาน ซึ่งมีอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน ทำให้ความกังวลเรื่องการปะทุของ “สงครามโลกครั้งที่ 3” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง พร้อมกับคำถามที่ว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้นจริง มนุษยชาติจะเผชิญกับอะไร และจะมีที่ไหนบนโลกที่ปลอดภัยบ้าง?
ข้อมูลจากงานวิจัยที่ได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่าง Nature ระบุว่า หากเกิดสงครามนิวเคลียร์ขึ้น ประชากรโลกกว่า 5 พันล้านคนจะถูกล้างบางจากลูกไฟนิวเคลียร์ ที่มีความร้อนสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส และโลกจะเข้าสู่สภาวะ “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ที่ปกคลุมไปทั่วทุกมุมโลก
แอนนี จาค็อบสัน (Annie Jacobson) ผู้เชี่ยวชาญและผู้เขียนหนังสือ Nuclear War: A Scenario ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการพอดแคสต์ The Diary Of A CEO โดยระบุว่า ปัจจุบันทั่วโลกมีหัวรบนิวเคลียร์รวมกันราว 12,000 ลูก และส่วนใหญ่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรงกว่าระเบิดที่ใช้ในฮิโรชิมาและนางาซากิถึง 50 เท่า
หากอาวุธเหล่านี้ถูกนำมาใช้ ผู้คนหลายร้อยล้านคนจะเสียชีวิตทันทีจากแรงระเบิด แต่ฝันร้ายที่แท้จริงจะตกอยู่กับผู้รอดชีวิต อีกราว 3 พันล้านคน ที่ต้องเผชิญกับกัมมันตภาพรังสีและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
วิกฤตขาดแคลนอาหารและต้องหนีลงใต้ดินจาค็อบสันอธิบายว่า ฤดูหนาวนิวเคลียร์จะทำให้พื้นที่อู่ข้าวอู่น้ำของโลก เช่น รัฐไอโอวาของสหรัฐฯ หรือประเทศยูเครน ถูกปกคลุมด้วยหิมะต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี ส่งผลให้ระบบเกษตรกรรมล่มสลาย และเมื่อไม่มีอาหาร ผู้คนก็จะล้มตาย
นอกจากนี้ การระเบิดของนิวเคลียร์หลายพันลูกจะทำลาย “ชั้นโอโซน” ที่คอยปกป้องโลกจากรังสีของดวงอาทิตย์อย่างย่อยยับ ทำให้แสงแดดกลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ ผู้รอดชีวิตที่เหลืออยู่แทบจะทั่วทั้งโลกจะถูกบีบให้ต้องลงไปใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินในความมืดมิด และต้องต่อสู้แย่งชิงอาหารกันเพื่อเอาชีวิตรอด
2 ประเทศผู้โชคดีที่จะรอดพ้นวิกฤตท่ามกลางความมืดมนนี้ งานวิจัยจาก Nature ชี้ให้เห็นว่ามีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่ผู้คนจะสามารถรอดชีวิตและผ่านพ้นฤดูหนาวนิวเคลียร์ไปได้ นั่นคือ “ออสเตรเลีย” และ “นิวซีแลนด์” จาค็อบสันระบุว่า ทั้งสองประเทศนี้จะเป็นเพียงพื้นที่ไม่กี่แห่งบนโลกที่ยังสามารถปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อผลิตอาหารได้ และเป็นสถานที่ที่ผู้คนยังสามารถออกมาใช้ชีวิตกลางแจ้งได้ตามปกติ หรือใกล้เคียงปกติที่สุด
บทสรุป อนาคตที่เรายังเลือกได้
ในตอนท้าย จาค็อบสันได้ย้ำเตือนว่า แม้ภาพอนาคตของสงครามนิวเคลียร์จะดูสิ้นหวัง แต่มันมีความแตกต่างอย่างมากจากเหตุการณ์อุกกาบาตพุ่งชนโลกที่ทำให้ไดโนเสาร์และสิ่งมีชีวิตกว่า 70% สูญพันธุ์ เพราะภัยคุกคามจากนิวเคลียร์คือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ดังนั้น “มนุษย์จึงมีอำนาจที่จะหยุดยั้งมันได้” ด้วยการยุติการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และยุติสงคราม แม้ว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน การสร้างสันติภาพอาจดูเป็นเรื่องยากพอๆ กับการหยุดอุกกาบาตไม่ให้พุ่งชนโลกก็ตาม