ท่ามกลางภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติของบ้านเทพพนา คือที่ตั้งของ วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ในอำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ พื้นที่เกษตรเล็ก ๆ แห่งนี้กำลังก้าวขึ้นเป็น “ต้นแบบการพัฒนาแบบองค์รวม” ที่ผสานเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างสมดุล มุ่งสู่การเป็นพื้นที่เกษตรคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
จากจุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโก หนึ่งในสายพันธุ์คุณภาพระดับโลกที่ได้รับการยอมรับด้านรสชาติและมาตรฐานการผลิต วันนี้ชุมชนเป็นหนึ่งใน 7 กลุ่มผู้ปลูกอะโวคาโดพันธุ์แฮสส์แมกซิโกในประเทศไทย และได้พัฒนาไปไกลกว่าการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร สู่การสร้างระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เชื่อมโยงทั้งการฟื้นฟูดิน การจัดการชีวมวล ลดการเผา และการกักเก็บคาร์บอน ผ่านกระบวนการผลิตไบโอชาร์และปุ๋ยหมักใช้เองในชุมชน
การพัฒนาไม่ได้หยุดเพียงมิติการเกษตร หากยังต่อยอดสู่การยกระดับการท่องเที่ยวและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย เซ็นทรัล ทำ ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ พร้อมก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้รองรับนักท่องเที่ยวและผู้เข้าอบรมจำนวนมาก ควบคู่กับกิจกรรมดูดาวท่ามกลางท้องฟ้ามืดไร้มลภาวะทางแสง ซึ่งอยู่ระหว่างการผลักดันขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Park) ในปี 2569 โดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

นอกจากนี้เซ็นทรัล ทำ ได้ขับเคลื่อนภายใต้โมเดล Green Restoration & Low-carbon Model ตามแนวคิด “ป่าต้นน้ำ สู่ท้องทะเล” การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวกว่า 6,500 ไร่ในจังหวัดชัยภูมิ ได้ช่วยแก้โจทย์เชิงโครงสร้างของพื้นที่ ทั้งดินเสื่อมโทรม รายได้ไม่มั่นคง และปัญหา PM2.5 จากการเผาชีวมวล พร้อมเดินหน้าขยายพื้นที่ฟื้นฟูอีก 5,000 ไร่ ภายในปี 2030 รวมถึงการจัดทำแผนที่คาร์บอนต่ำระดับอำเภอ และเตรียมพัฒนาสู่การขึ้นทะเบียนคาร์บอนเครดิตในอนาคต และการลงทุนด้านการศึกษาและสังคมได้กลายเป็นอีกเสาหลักสำคัญ โรงเรียนในพื้นที่ได้รับการยกระดับเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ เชื่อมโยงการเรียนการสอนกับวิถีชุมชน พร้อมสร้างโอกาสการจ้างงานเชิงสังคมสำหรับคนพิการในสวนอะโวคาโด พัฒนาทักษะและรายได้อย่างยั่งยืน
พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า การเติบโตของธุรกิจจะมีความหมายอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม โครงการ เซ็นทรัล ทำ จึงไม่ได้มุ่งเพียงสร้างกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือการสร้างคุณค่าร่วมให้ทุกภาคส่วน ผ่านการยกระดับศักยภาพของชุมชน เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ ซึ่งหัวใจของความสำเร็จอยู่ที่การมองการพัฒนาในภาพรวม ไม่แยกส่วน ไม่ทำเฉพาะด้าน แต่เชื่อมโยงทุกมิติให้เดินหน้าไปพร้อมกัน การพัฒนาชุมชนจึงไม่ใช่การดำเนินโครงการเฉพาะส่วน หากแต่คือการออกแบบระบบเศรษฐกิจระดับพื้นที่ใหม่ ที่ผสานรายได้ การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ในกรอบเดียวกัน และ Holistic Shared Value Ecosystem คือกลไกที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจและความเข้มแข็งของชุมชนเกื้อหนุนกันอย่างยั่งยืน

“โมเดลนี้ยังสามารถขยายผลได้ทั้งในระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของชุมชนไทยในระยะยาว แนวคิดดังกล่าวจะช่วยให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างระบบเศรษฐกิจฐานรากที่แข็งแรงและปรับตัวได้ต่อความเปลี่ยนแปลงในอนาคต อย่าง วิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ในปี 2568 วิสาหกิจชุมชนสามารถสร้างรายได้ให้สมาชิกกว่า 60 ล้านบาท และขยายเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,500 ราย ตอกย้ำว่าการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสามารถเดินควบคู่ไปกับการฟื้นฟูธรรมชาติและการดูแลสังคมได้” พิชัย กล่าว
ฟื้นบ้านเทพพนาสู่เกษตรยั่งยืน วิเชียร พรมทุ่งค้อ ประธานวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชเศรษฐกิจบ้านเทพพนา กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้เคยเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ แต่ในช่วงหนึ่งมีการสัมปทานป่าไม้และผลักดันชาวบ้านออกจากพื้นที่ ทำให้ชุมชนจำนวนมากได้รับผลกระทบ หลายหมื่นคนต้องรวมตัวเรียกร้องสิทธิ์ เพื่อทวงคืนที่ทำกิน ภายหลังชาวบ้านได้รับสิทธิ์กลับคืนมา แต่ทรัพยากรป่าไม้กลับสูญเสียไปเกือบหมด เมื่อตนได้เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างจริงจัง ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน โดยเฉพาะช่วงที่เทศกาลดอกกระเจียวและทะเลหมอกเริ่มมีชื่อเสียง นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก นักลงทุนจากกรุงเทพฯ เข้ามาซื้อที่ดิน แต่ไม่มีเวลาดูแล จึงปล่อยเช่าให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ใช้สารเคมีอย่างหนัก ส่งผลให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรม สัตว์ป่าหายไป อากาศร้อนขึ้น ดินและน้ำเสื่อมสภาพ จึงได้เกิดแนวชวนชุมชน 16 หมู่บ้าน มาเริ่มต้นทำท่องเที่ยว แต่ต้องเป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

วิเชียร กล่าวต่อว่า จุดเริ่มต้นคือการสร้างบ้านดินชัยภูมิ ในปี 2550 เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ และมองหาพืชที่ปลูกบนพื้นที่จำกัด ดูแลแบบออร์แกนิกได้ ใช้น้ำน้อย แต่มีมูลค่าสูง จึงเลือกปลูกอะโวคาโดสายพันธุ์แฮส เพราะแม้ทั่วโลกจะมีอะโวคาโดหลายพันสายพันธุ์ แต่แฮสเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด มีงานวิจัยด้านโภชนาการรองรับ และเป็นที่ต้องการของตลาดโลก จึงรวมตัวกันตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน เริ่มจากพื้นที่นำร่อง 20 ไร่ซึ่งเป็นที่ดินของตนเองและยกให้วิสาหกิจใช้เป็นแปลงกลาง ก่อนขยายไปยังสมาชิกหลายร้อยครัวเรือนในปี 2563 โครงการเริ่มต้นอย่างจริงจัง โดยชวนเกษตรกรกว่า 500 คนเข้าร่วม ปลูกคนละประมาณ 2 ไร่ ปัจจุบันสองข้างทางในอำเภอเทพสถิตจะเห็นสวนอะโวคาโดแฮสเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
“หัวใจสำคัญคือการทำเกษตรอินทรีย์ ลดต้นทุนปุ๋ยเคมี โดยผลิตปุ๋ยใช้เองผ่านระบบปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ และใช้นวัตกรรมไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ ซึ่งผลิตจากเศษวัสดุการเกษตร เช่น กิ่งไม้ ฟางข้าว กะลามะพร้าว ผ่านกระบวนการไพโรไลซิส (การเผาแบบไม่ใช้ออกซิเจน) ทำให้ได้คาร์บอนคงตัวสูง ช่วยกักเก็บคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมีโครงสร้างรูพรุนเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ เมื่อนำไปชาร์จด้วยน้ำหมักและจุลินทรีย์แล้วผสมลงดิน จะช่วยปรับโครงสร้างดิน กักเก็บความชื้น เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุอาหาร ทำให้ต้นไม้แข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี ลดต้นทุนระยะยาว ทั้งยังสามารถต่อยอดใช้ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง เช่น ผสมซีเมนต์หรือเหล็กเพื่อลดคาร์บอน” วิเชียร กล่าว

วิเชียร ได้บอกถึงกระบวนการผลิตต้นพันธุ์อะโวคาโดจะเพาะจากเมล็ดเป็นต้นตอ ก่อน แล้วจึงนำยอดพันธุ์ดีมาเสียบยอด ซึ่งช่วยให้ได้คุณภาพตรงตามสายพันธุ์และให้ผลผลิตเร็ว บางต้นใช้เวลาประมาณ 7 เดือนก็เริ่มติดดอก เพราะเป็นยอดจากต้นแม่โดยตรง ชุมชนให้ความสำคัญกับความสะอาด เครื่องมือฆ่าเชื้อ และเทคนิคการเสียบยอดอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันโรคและเพิ่มอัตราการติด

นอกจากอะโวคาโด ยังปลูกแมคคาเดเมียเสริมในบางพื้นที่ พร้อมวางแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ร้านค้าชุมชน และโฮมสเตย์ เพื่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนทั้งระบบ วิสาหกิจชุมชนทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต กำหนดมาตรฐาน และรวมกันขายเพื่อไม่ให้ตัดราคากันเอง เป้าหมายคือเพิ่มรายได้ต่อครัวเรือนอย่างเป็นรูปธรรม เช่น หากหนึ่งครัวเรืตอนปลูกเพียง 5 ต้น แต่บริหารจัดการดี ก็สามารถสร้างรายได้หลักแสนบาทต่อปีได้ และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อะโวคาโด 1 กิโลกรัม หากขายผลสดอาจได้ราคาประมาณร้อยกว่าบาท แต่เมื่อแปรรูปสามารถสร้างมูลค่าได้หลายพันบาทต่อกิโลกรัม ชุมชนจึงพัฒนาเมนูและผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น แกงเขียวหวานอะโวคาโด มัสมั่นอะโวคาโด และผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่น ๆ กลายเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่

“บ้านเทพพนาในอดีตอาจเป็นพื้นที่รกร้างที่ดินไม่มีมูลค่า วันนี้ชุมชนรวมพลังกันเปลี่ยนแนวคิดจากการเผาและทำลาย มาเป็นการแปรรูปของเหลือใช้ให้มีคุณค่า คืนคาร์บอนสู่ดิน ฟื้นระบบนิเวศ และสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่โปร่งใส กลายเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ การแปรรูป และการท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การปลูกพืชชนิดใหม่ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สร้างมาตรฐานการผลิต และเพิ่มมูลค่าผลผลิตอย่างครบวงจร เมื่อชุมชนรวมพลังกันทั้งระบบ จึงสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” วิเชียร ทิ้งท้าย
