ท่ามกลางการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสุขภาพ หรือ HealthTech ที่ขยายตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น รวมถึงความก้าวหน้าทางการแพทย์และบทเรียนจากวิกฤตโรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก หรือ Health & Wellness Hub ด้วยจุดแข็งด้านระบบบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ อาหารที่อุดมสมบูรณ์ และทำเลที่ตั้งซึ่งเอื้อต่อการเชื่อมต่อกับนานาประเทศ
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหิดล (INT) และโรงพยาบาลพระราม 9 เดินหน้าเร่งสร้างสตาร์ตอัปด้านเฮลธ์เทค ผ่านโครงการ “SPEAR H Accelerator” ที่เปิดรับผู้ประกอบการนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพที่มีผลิตภัณฑ์พร้อมออกสู่ตลาด เข้าสู่กระบวนการบ่มเพาะธุรกิจ เชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร และเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมโอกาสทดสอบนวัตกรรมในโรงพยาบาลจริง รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เพื่อผลักดันนวัตกรรมเฮลธ์เทคไทยสู่การใช้งานจริง และยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพของภูมิภาค

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ตลาด HealthTech ทั่วโลกกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากปัจจัยสำคัญทั้งการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น ความต้องการเครื่องมือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการบริการสุขภาพที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ส่งผลให้มูลค่าตลาดดิจิทัลเฮลธ์ทั่วโลกเพิ่มจาก 312.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 387.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มแตะ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22–25 ต่อปี
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า การเติบโตของ HealthTech จึงไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของตลาดเทคโนโลยี แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของระบบสาธารณสุขทั่วโลก หลายประเทศจึงเร่งผลักดันสตาร์ตอัปด้านสุขภาพ ผ่านนโยบายสนับสนุนอย่างเป็นระบบ ทั้งการจัดตั้ง Regulatory Sandbox การลงทุนในกองทุนเฉพาะทาง และการเชื่อมโยงความร่วมมือกับโรงพยาบาลและภาคเอกชน เพื่อเร่งพัฒนานวัตกรรมจากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมยกระดับคุณภาพการรักษา เพิ่มการเข้าถึงบริการ และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
“Spear H เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มภายใต้เครือข่ายโครงการที่พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนจุดแข็งของประเทศไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น Spear F ด้านอาหาร Spear H ด้านสุขภาพ รวมถึงโครงการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบทางสังคม ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกันแล้วจะช่วยสร้างระบบนิเวศที่สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศอย่างครบวงจร ตั้งแต่ระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงระดับชุมชน”ดร.กริชผกา กล่าว

ดร.กริชผกา กล่าวว่า โครงการมีเป้าหมายสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน โรงพยาบาล และผู้พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยเชื่อมโยงงานวิจัยและองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ตอบโจทย์ตลาดและผู้ใช้งานจริง และลดความเสี่ยงในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม ผ่านการสนับสนุนการทดลองใช้งานจริง การเข้าถึงเครือข่ายพันธมิตร เช่น โรงพยาบาล นักลงทุน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มโอกาสการต่อยอดเชิงพาณิชย์ รวมถึงเปิดความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันสตาร์ทอัพไทยให้สามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศไทยด้านการแพทย์และบริการสุขภาพ
ดร.กริชผกา กล่าวถึงหนึ่งในข้อจำกัดสำคัญของสตาร์ทอัพไทย โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสุขภาพ คือการเข้าถึงตลาดและระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ยังมีขั้นตอนซับซ้อน ทำให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีรายใหม่เข้าถึงโอกาสได้ยาก โครงการ Space-H จึงทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม เปิดพื้นที่ให้สตาร์ทอัพนำเทคโนโลยีไปทดลองใช้กับหน่วยงานจริง และสร้างโอกาสในการขยายตลาดในระยะยาว
“ดังนั้นการคัดเลือกผู้เข้าร่วมจะเน้นสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ในระดับหนึ่งและเริ่มทดลองใช้งานจริงแล้ว โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกจะได้รับการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครือข่ายพันธมิตร การทดสอบตลาด และการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อเร่งการเติบโตของธุรกิจ ในระยะยาว โครงการคาดว่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าธุรกิจนวัตกรรม สร้างโอกาสการลงทุน และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมด้านสุขภาพของภูมิภาค ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน” ดร.กริชผกา กล่าว

รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การออกแบบโครงการ SPEAR H ให้เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การวางโมเดลธุรกิจ การให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร เพื่อช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถเติบโตได้รวดเร็วและแข็งแรงขึ้น
รศ.ดร.วิริยะ กล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้ทดลองใช้นวัตกรรมจริงในเครือข่ายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ลดช่องว่างระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีกับการใช้งานจริง พร้อมทั้งสนับสนุนการทดสอบภายใต้กลไก Regulatory Sandbox ที่ช่วยให้การทดลองนวัตกรรมเกิดขึ้นได้ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด ดังนั้น SPEAR H จึงมีความแตกต่างจากโครงการทั่วไป เพราะไม่ได้เริ่มจากเพียงแนวคิด แต่คัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีความพร้อมในระดับหนึ่งแล้ว และช่วยเร่งผลักดันจากขั้นพร้อมใช้ ไปสู่พร้อมลงทุนและพร้อมขยายตลาด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
นพ.รัฐ ปัญโญวัฒน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสารสนเทศ โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด กล่าวว่า การพิจารณานำนวัตกรรมจากสตาร์ทอัพเข้ามาใช้ในระบบบริการจริง โรงพยาบาลให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดหลัก (KPI) อยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประสบการณ์ของผู้ป่วย (Patient Experience), ผลลัพธ์ทางคลินิก (Clinical Outcomes) และ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) นอกจากนี้ผลลัพธ์ทางคลินิก นวัตกรรมที่ดีควรช่วยให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ลดความผิดพลาดทางการแพทย์ เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ป่วย ช่วยให้วินิจฉัยโรคได้รวดเร็ว หรือช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ ส่วนด้านประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โรงพยาบาลคาดหวังว่านวัตกรรมหรือเทคโนโลยี โดยเฉพาะระบบดิจิทัลและไอที จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“สิ่งสำคัญสตาร์ทอัพการทำความเข้าใจ เวิร์กโฟลว์และเส้นทางการรักษาของผู้ป่วย (Patient Journey) เนื่องจากระบบการทำงานของโรงพยาบาลมีความซับซ้อนและแตกต่างกัน หากเข้าใจบริบทการทำงานจริงจะช่วยให้พัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้มากขึ้น โมเดลธุรกิจ ที่ควรมีความยั่งยืน เพื่อให้ความร่วมมือกับโรงพยาบาลสามารถพัฒนาและใช้งานร่วมกันได้ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการทดลองระยะสั้น และสุดท้ายคือ มาตรฐานเทคโนโลยีและความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบที่ต้องเชื่อมต่อกับโรงพยาบาล ทั้งด้านความปลอดภัยไซเบอร์และมาตรฐานข้อมูลทางการแพทย์ เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย” นพ.รัฐ กล่าว
ทั้งนี้ภายในงานมีนวัตกรรมที่จัดแสดง ประกอบด้วย 1. Kor-V ทิชชู่เปียกจากสารสกัดสมุนไพรไทย พัฒนาโดยบริษัท Biovita สตาร์ตอัพด้าน Deep Tech ที่ได้รับการบ่มเพาะจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและ iNT มหาวิทยาลัยมหิดล มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคมือ เท้า ปาก โดยใช้สารสกัดจากเพกา ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดีกว่าแอลกอฮอล์ถึง 2 เท่า และใบบัวบกช่วยปลอบประโลมผิว ลดการอักเสบ อ่อนโยน ใช้ได้ทั้งครอบครัว 2. IgEase MN-10 แผ่นแปะตรวจภูมิแพ้ทางผิวหนังจากบริษัท RevoAllerX ออกแบบให้ตรวจคัดกรองได้ง่าย ไม่ต้องใช้เข็ม ลดความเจ็บปวด ใช้งานเพียงแปะแผ่นทดสอบบนผิวหนังและรอผลประมาณ 15 นาที ได้ผลแม่นยำ ได้รับการรับรองจาก อย. และผลิตตามมาตรฐาน ISO 13485
3. Altra แพลตฟอร์ม AI สำหรับวิเคราะห์ภาพอัลตราซาวด์แบบพกพา ช่วยคัดกรองความผิดปกติของอวัยวะช่องท้องส่วนบน เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน และม้าม ตรวจจับความผิดปกติได้ถึง 25 รายการ ทำหน้าที่ทั้งคัดกรองอัตโนมัติและช่วยแพทย์วินิจฉัย ลดภาระงานบุคลากรทางการแพทย์ได้ถึง 35% 4. AICEDA BoneX แพลตฟอร์ม AI วิเคราะห์ภาพเอกซเรย์เพื่อตรวจจับกระดูกสะโพกหัก พัฒนาโดยวิทยาลัยแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับโรงพยาบาลพระปกเกล้า จ.จันทบุรี ช่วยวินิจฉัยได้รวดเร็วและแม่นยำ โดยมีความแม่นยำสูงถึง 98.53% ช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนและเพิ่มโอกาสการรักษาอย่างทันท่วงที
โดยมีกิจกรรมสำหรับสตาร์ทอัพที่ผ่านการคัดเลือกในเดือนมีนาคม – กรกฎาคม 2569 Workshop Training / Intensive Acceleration Program / Mentoring Sessions สิงหาคม 2569 กิจกรรม Demo Day & Networking Session ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://int.mahidol.ac.th/
