ย้อนคดีฆาตกรรมปี 2006 ซูซุกะ ฮาตาเกยามะ แม่เดี่ยวชาวญี่ปุ่นผลักลูกสาว 9 ขวบตกสะพานจมน้ำเสียชีวิต ก่อนเล่นละครร้องไห้หลอกสื่อและตำรวจ สุดท้ายจนมุมหลังก่อเหตุรัดคอเด็กชายวัย 7 ขวบข้างบ้าน
มีคำถามนึงที่ผมอยากให้ผู้อ่านลองนึกดูก่อนครับ ถ้าลูกของเราเสียชีวิตอย่างปริศนา สิ่งแรกที่พ่อแม่ทำคืออะไร? ร้องไห้ ตามหาคำตอบ กดดันตำรวจให้สืบต่อ แล้วก็นอนไม่หลับแน่นอน? แต่สำหรับ ซูซุกะ ฮาตาเกยามะ เธอทำทุกอย่างนั้นเหมือนกัน เธอร้องไห้ เธอวิจารณ์ตำรวจว่าทำงานไม่ได้เรื่อง เธอออกตามหาเบาะแสด้วยตัวเอง ทั้งที่เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าลูกสาวจมน้ำตายเพราะอะไร เพราะเธอเป็นคนผลักลงไปเอง
วันที่ 9 เมษายน 2006 เด็กหญิงหายตัวฟูจิซาโตะ จังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นเมืองเล็กมากครับ ประชากรแค่ราว 4,000 คน ทุกคนรู้จักกัน เด็กวิ่งเล่นกันได้ไม่ต้องกลัวอะไร ชุมชนแบบที่ถ้าเพื่อนบ้านไม่สบาย คนอื่นก็รู้กันทั้งซอย
วันที่ 9 เมษายน 2006 อายากะ ฮาตาเกยามะ วัย 9 ขวบ ออกจากบ้านแล้วหายไป ร่างของเธอถูกพบในวันถัดมา ลอยอยู่ในแม่น้ำห่างจากบ้านหลายกิโลเมตร
ตำรวจมาดูที่เกิดเหตุ ทำการสืบสวนเบื้องต้น แล้วปิดคดีว่า อุบัติเหตุจมน้ำ ไม่มีอะไรน่าสงสัย ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน
แต่ที่ไม่รู้คือ ศาลจะพิสูจน์ในภายหลังว่า คืนก่อนหน้านั้น ซูซุกะพาลูกสาวไปเดินบนสะพาน ระหว่างที่อายากะนั่งอยู่บนราวสะพานแล้วขอดูปลาในแม่น้ำ ความหงุดหงิดที่สะสมมานาน ก็พุ่งขึ้นมาในวินาทีนั้น เธอจับลูกสาวขึ้นไปตั้งบนราว แล้วผลักลงไป
หลังงานศพ ซูซุกะกลายเป็นหน้าสื่อทันที เธอให้สัมภาษณ์ เธอร้องไห้ต่อหน้ากล้อง เธอด่าตำรวจว่าสรุปคดีเร็วเกินไป ว่าลูกสาวของเธอไม่เคยไปเล่นริมน้ำ มันไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน แล้วเธอก็เดินเคาะประตูถามเพื่อนบ้านด้วยตัวเองว่า “มีใครเห็นอายากะในคืนนั้นบ้างไหม”
นั่นแหละครับ คือความน่าขนลุกของคดีนี้ ในขณะที่ทุกคนมองว่าเธอคือแม่ผู้เสียใจ ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังสืบสวนหลักฐานที่อาจย้อนมาจับตัวเธอเองอยู่
วันที่ 17 พฤษภาคม 2006 เด็กชายข้างบ้านหายตัวแล้ววันที่ 17 พฤษภาคม 2006 ก็มาถึง โกเคน โยเนยามะ เด็กชายวัย 7 ขวบที่อาศัยอยู่แค่สองหลังจากบ้านซูซุกะ ออกจากโรงเรียนตอนบ่ายสามโมงครึ่ง แล้วก็ไม่กลับบ้าน
ร่างของเขาถูกพบเช้าวันรุ่งขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ ถูกรัดคอจนเสียชีวิต คราวนี้ตำรวจไม่รอช้า สายตาทุกคู่มุ่งตรงมาที่ซูซุกะทันที
การสืบสวนรอบนี้พบหลักฐานอย่างละเอียดครับ ทั้งร่องรอยเลือดและของเหลวจากร่างโกเคนที่ทางเข้าบ้าน ในห้องของอายากะ และในท้ายรถของซูซุกะ เส้นผมในร่างเด็กชายตรงกับตัวอย่างในบ้านของเธอ เส้นใยผ้าที่เสื้อผ้าเหยื่อก็ตรงกับพรมในกระโปรงหลังรถ
4 มิถุนายน 2006 จับกุมผู้ต้องสงสัยห้าวันต่อมาเธอสารภาพ เหตุผลแรกที่เธอบอกกับผู้สืบสวนคือ “อยากให้โกเคนไปเป็นเพื่อนกับอายากะในโลกหน้า เพราะพวกเขาเคยเล่นด้วยกัน”
แต่ศาลขุดลึกกว่านั้น และพบว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่ามาก ซูซุกะวางแผนแรกเริ่มว่าจะ “ลักพาตัว” โกเคนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจตำรวจออกจากคดีลูกสาว แต่พอเด็กชายมาอยู่ในบ้านแล้วยังวิ่งเล่นอย่างมีความสุข ความอิจฉาและความเกลียดชังก็พุ่งขึ้นมาจนเธอรัดคอเขาด้วยเชือก ก่อนนำร่างไปทิ้งริมแม่น้ำ
ในห้องพิจารณา ตาชั่งระหว่างชีวิตและความตายวันที่ 19 มีนาคม 2008 ศาลจังหวัดอากิตะอ่านคำพิพากษา มีคนเดินทางมาเข้าคิวหน้าศาลกว่า 3,000 คน เพื่อหวังนั่งฟังในห้องพิจารณาที่มีที่นั่งให้ผู้สังเกตการณ์แค่ 26 ที่เท่านั้น
อัยการเรียกร้องโทษประหารชีวิต ทนายฝ่ายจำเลยสู้ในประเด็นคดีอายากะว่าเธอไม่ได้ตั้งใจฆ่า เพียงแค่ “ปัดมือ” ลูกสาวออกขณะที่เด็กนั่งบนราวแล้วพยายามเกาะแขนเธอ
ศาลปฏิเสธข้อต่อสู้นั้น โดยระบุว่าซูซุกะเคยสารภาพกับผู้สืบสวนตั้งแต่แรกว่าตั้งใจฆ่าลูกสาว และศาลเชื่อถือคำสารภาพนั้น
คำพิพากษาสุดท้าย จำคุกตลอดชีวิต ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้รับโทษประหารเพราะศาลเห็นว่าการฆ่าโกเคนนั้นไม่ได้วางแผนไว้อย่างครบถ้วนและไม่ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์
ก่อนออกจากห้องพิจารณา ซูซุกะหันไปทำ “โดเกะซะ” การก้มหัวจนหน้าจรดพื้น แสดงความขอโทษต่อพ่อแม่ของโกเคน แล้วกล่าวว่า “ขอโทษที่พรากลูกชายของคุณไป” แม่ของโกเคนหลับตาและหันหลังให้
ศาลสูงเซนไดยืนโทษจำคุกตลอดชีวิตในชั้นอุทธรณ์ อัยการพยายามขอโทษประหารอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ซูซุกะ ฮาตาเกยามะยังคงอยู่ในเรือนจำจนถึงวันนี้
มีสิ่งที่ผมคิดถึงหลังจากอ่านคดีนี้จบอยู่สองอย่างครับ อย่างแรกคือเรื่องของ “หน้ากาก” ที่คนเราสวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบต่อหน้าสังคม ซูซุกะไม่ได้หนีหายไปไหนหลังฆ่าลูกสาว เธออยู่ตรงนั้น ร้องไห้ต่อหน้ากล้อง และวิจารณ์คนอื่น ไม่มีใครมองทะลุเธอออกมาได้จนกว่าจะมีเด็กอีกคนหายตัวไป
อย่างที่สองคือบทบาทของสังคมรอบข้าง นักวิชาการญี่ปุ่นหลายคนพูดถึงคดีนี้ว่ามันสะท้อนความโดดเดี่ยวของแม่เดี่ยวในชุมชนเล็ก ๆ ที่ไม่มีเครือข่ายรองรับ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไม่นิยมยุ่งเรื่องคนอื่น ทำให้สัญญาณเตือนในครอบครัวหลายครอบครัวถูกมองข้ามไปเงียบ ๆ
ไม่ได้แปลว่าความโดดเดี่ยวเป็นข้อแก้ตัว แต่มันเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ถ้าระบบรองรับดีกว่านี้ ทุกอย่างจะเดินไปในทิศทางเดิมหรือเปล่า
อายากะอายุแค่ 9 ขวบ โกเคนอายุแค่ 7 ขวบ ทั้งสองคนไม่มีโอกาสเลือกอะไรเลย
อ่านข่าวเพิ่มเติม
แหล่งที่มา