คดีอำมหิต! แม่ผลักลูกสาวตกสะพาน บีบน้ำตาหลอกตำรวจ ก่อนฆ่าเด็กข้างบ้าน
GH News March 20, 2026 10:11 PM

ย้อนคดีฆาตกรรมปี 2006 ซูซุกะ ฮาตาเกยามะ แม่เดี่ยวชาวญี่ปุ่นผลักลูกสาว 9 ขวบตกสะพานจมน้ำเสียชีวิต ก่อนเล่นละครร้องไห้หลอกสื่อและตำรวจ สุดท้ายจนมุมหลังก่อเหตุรัดคอเด็กชายวัย 7 ขวบข้างบ้าน

มีคำถามนึงที่ผมอยากให้ผู้อ่านลองนึกดูก่อนครับ ถ้าลูกของเราเสียชีวิตอย่างปริศนา สิ่งแรกที่พ่อแม่ทำคืออะไร? ร้องไห้ ตามหาคำตอบ กดดันตำรวจให้สืบต่อ แล้วก็นอนไม่หลับแน่นอน? แต่สำหรับ ซูซุกะ ฮาตาเกยามะ เธอทำทุกอย่างนั้นเหมือนกัน เธอร้องไห้ เธอวิจารณ์ตำรวจว่าทำงานไม่ได้เรื่อง เธอออกตามหาเบาะแสด้วยตัวเอง ทั้งที่เธอรู้ดีอยู่แล้วว่าลูกสาวจมน้ำตายเพราะอะไร เพราะเธอเป็นคนผลักลงไปเอง

วันที่ 9 เมษายน 2006 เด็กหญิงหายตัว

ฟูจิซาโตะ จังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น เป็นเมืองเล็กมากครับ ประชากรแค่ราว 4,000 คน ทุกคนรู้จักกัน เด็กวิ่งเล่นกันได้ไม่ต้องกลัวอะไร ชุมชนแบบที่ถ้าเพื่อนบ้านไม่สบาย คนอื่นก็รู้กันทั้งซอย

วันที่ 9 เมษายน 2006 อายากะ ฮาตาเกยามะ วัย 9 ขวบ ออกจากบ้านแล้วหายไป ร่างของเธอถูกพบในวันถัดมา ลอยอยู่ในแม่น้ำห่างจากบ้านหลายกิโลเมตร

ตำรวจมาดูที่เกิดเหตุ ทำการสืบสวนเบื้องต้น แล้วปิดคดีว่า อุบัติเหตุจมน้ำ ไม่มีอะไรน่าสงสัย ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีพยาน ไม่มีหลักฐาน

แต่ที่ไม่รู้คือ ศาลจะพิสูจน์ในภายหลังว่า คืนก่อนหน้านั้น ซูซุกะพาลูกสาวไปเดินบนสะพาน ระหว่างที่อายากะนั่งอยู่บนราวสะพานแล้วขอดูปลาในแม่น้ำ ความหงุดหงิดที่สะสมมานาน ก็พุ่งขึ้นมาในวินาทีนั้น เธอจับลูกสาวขึ้นไปตั้งบนราว แล้วผลักลงไป

หลังงานศพ ซูซุกะกลายเป็นหน้าสื่อทันที เธอให้สัมภาษณ์ เธอร้องไห้ต่อหน้ากล้อง เธอด่าตำรวจว่าสรุปคดีเร็วเกินไป ว่าลูกสาวของเธอไม่เคยไปเล่นริมน้ำ มันไม่ใช่อุบัติเหตุแน่นอน แล้วเธอก็เดินเคาะประตูถามเพื่อนบ้านด้วยตัวเองว่า “มีใครเห็นอายากะในคืนนั้นบ้างไหม”

นั่นแหละครับ คือความน่าขนลุกของคดีนี้ ในขณะที่ทุกคนมองว่าเธอคือแม่ผู้เสียใจ ไม่มีใครรู้ว่าเธอกำลังสืบสวนหลักฐานที่อาจย้อนมาจับตัวเธอเองอยู่

วันที่ 17 พฤษภาคม 2006 เด็กชายข้างบ้านหายตัว

แล้ววันที่ 17 พฤษภาคม 2006 ก็มาถึง โกเคน โยเนยามะ เด็กชายวัย 7 ขวบที่อาศัยอยู่แค่สองหลังจากบ้านซูซุกะ ออกจากโรงเรียนตอนบ่ายสามโมงครึ่ง แล้วก็ไม่กลับบ้าน

ร่างของเขาถูกพบเช้าวันรุ่งขึ้นริมฝั่งแม่น้ำ ถูกรัดคอจนเสียชีวิต คราวนี้ตำรวจไม่รอช้า สายตาทุกคู่มุ่งตรงมาที่ซูซุกะทันที

การสืบสวนรอบนี้พบหลักฐานอย่างละเอียดครับ ทั้งร่องรอยเลือดและของเหลวจากร่างโกเคนที่ทางเข้าบ้าน ในห้องของอายากะ และในท้ายรถของซูซุกะ เส้นผมในร่างเด็กชายตรงกับตัวอย่างในบ้านของเธอ เส้นใยผ้าที่เสื้อผ้าเหยื่อก็ตรงกับพรมในกระโปรงหลังรถ

4 มิถุนายน 2006 จับกุมผู้ต้องสงสัย

ห้าวันต่อมาเธอสารภาพ เหตุผลแรกที่เธอบอกกับผู้สืบสวนคือ “อยากให้โกเคนไปเป็นเพื่อนกับอายากะในโลกหน้า เพราะพวกเขาเคยเล่นด้วยกัน”

แต่ศาลขุดลึกกว่านั้น และพบว่าเรื่องจริงซับซ้อนกว่ามาก ซูซุกะวางแผนแรกเริ่มว่าจะ “ลักพาตัว” โกเคนเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจตำรวจออกจากคดีลูกสาว แต่พอเด็กชายมาอยู่ในบ้านแล้วยังวิ่งเล่นอย่างมีความสุข ความอิจฉาและความเกลียดชังก็พุ่งขึ้นมาจนเธอรัดคอเขาด้วยเชือก ก่อนนำร่างไปทิ้งริมแม่น้ำ

ในห้องพิจารณา ตาชั่งระหว่างชีวิตและความตาย

วันที่ 19 มีนาคม 2008 ศาลจังหวัดอากิตะอ่านคำพิพากษา มีคนเดินทางมาเข้าคิวหน้าศาลกว่า 3,000 คน เพื่อหวังนั่งฟังในห้องพิจารณาที่มีที่นั่งให้ผู้สังเกตการณ์แค่ 26 ที่เท่านั้น

อัยการเรียกร้องโทษประหารชีวิต ทนายฝ่ายจำเลยสู้ในประเด็นคดีอายากะว่าเธอไม่ได้ตั้งใจฆ่า เพียงแค่ “ปัดมือ” ลูกสาวออกขณะที่เด็กนั่งบนราวแล้วพยายามเกาะแขนเธอ

ศาลปฏิเสธข้อต่อสู้นั้น โดยระบุว่าซูซุกะเคยสารภาพกับผู้สืบสวนตั้งแต่แรกว่าตั้งใจฆ่าลูกสาว และศาลเชื่อถือคำสารภาพนั้น

คำพิพากษาสุดท้าย จำคุกตลอดชีวิต ส่วนสาเหตุที่ไม่ได้รับโทษประหารเพราะศาลเห็นว่าการฆ่าโกเคนนั้นไม่ได้วางแผนไว้อย่างครบถ้วนและไม่ได้กระทำเพื่อผลประโยชน์

ก่อนออกจากห้องพิจารณา ซูซุกะหันไปทำ “โดเกะซะ” การก้มหัวจนหน้าจรดพื้น แสดงความขอโทษต่อพ่อแม่ของโกเคน แล้วกล่าวว่า “ขอโทษที่พรากลูกชายของคุณไป” แม่ของโกเคนหลับตาและหันหลังให้

ศาลสูงเซนไดยืนโทษจำคุกตลอดชีวิตในชั้นอุทธรณ์ อัยการพยายามขอโทษประหารอีกครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ซูซุกะ ฮาตาเกยามะยังคงอยู่ในเรือนจำจนถึงวันนี้

มีสิ่งที่ผมคิดถึงหลังจากอ่านคดีนี้จบอยู่สองอย่างครับ อย่างแรกคือเรื่องของ “หน้ากาก” ที่คนเราสวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบต่อหน้าสังคม ซูซุกะไม่ได้หนีหายไปไหนหลังฆ่าลูกสาว เธออยู่ตรงนั้น ร้องไห้ต่อหน้ากล้อง และวิจารณ์คนอื่น ไม่มีใครมองทะลุเธอออกมาได้จนกว่าจะมีเด็กอีกคนหายตัวไป

อย่างที่สองคือบทบาทของสังคมรอบข้าง นักวิชาการญี่ปุ่นหลายคนพูดถึงคดีนี้ว่ามันสะท้อนความโดดเดี่ยวของแม่เดี่ยวในชุมชนเล็ก ๆ ที่ไม่มีเครือข่ายรองรับ และวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ไม่นิยมยุ่งเรื่องคนอื่น ทำให้สัญญาณเตือนในครอบครัวหลายครอบครัวถูกมองข้ามไปเงียบ ๆ

ไม่ได้แปลว่าความโดดเดี่ยวเป็นข้อแก้ตัว แต่มันเป็นคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ถ้าระบบรองรับดีกว่านี้ ทุกอย่างจะเดินไปในทิศทางเดิมหรือเปล่า

อายากะอายุแค่ 9 ขวบ โกเคนอายุแค่ 7 ขวบ ทั้งสองคนไม่มีโอกาสเลือกอะไรเลย

อ่านข่าวเพิ่มเติม

แหล่งที่มา

  • Japan Today
  • Murderpedia
  • JIADEP
  • Japan Times
  • Al Jazeera
ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.