ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลปี 2026 ยังคงเผชิญกับความท้าทายจากสงครามการค้าและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดภาวะเทขายจนราคาร่วงหนักอยู่หลายครั้ง สภาพตลาดผันผวนสูงกว่าเดิมจนนักลงทุนต้องจับความเสี่ยงจากปัจจัยต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะสถานการณ์สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางที่กำลังผลักดันการใช้งาน Bitcoin เพิ่มขึ้น โดย Chainalysis บริษัทผู้ให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชนระบุว่า สัปดห์แรกของความขัดแย้ง มีเงินที่ระบุได้ว่าเกี่ยวข้องกับอิหร่านไหลออกเพิ่มขึ้น 873% สูงกว่าค่าเฉลี่ยคาดการณ์ปี 2026
ขณะที่ความขัดแย้งลากยาวเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 เงินทั่วโลกไหลกลับเข้าตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Bitcoin มีราคาเพิ่มขึ้น 12% จากราว 65,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 74,000 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่ารวมเพิ่มขึ้นจากวันที่ 28 ก.พ. ราว 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 1.47 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับมีนโยบายการเงินที่อาจเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงและกลุ่มเทคโนโลยี
“นิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance TH by Gulf Binance กล่าวถึงรายงาน Binance Full-Year Report 2025 ด้วยว่าตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปีนี้อาจขับเคลื่อนด้วย “Policy Triumvirate” หรือสูตรผสม 3 นโยบายจากสหรัฐ ได้แก่
1.กระตุ้นการคลัง (Fiscal Stimulus) การฉีดเงินเข้าระบบการเงินกว่า 225,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.3 ล้านล้านบาท) ต่อปีจากการขยายงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ร่วมกับนโยบายคืนภาษีและลดภาษีนิติบุคคลในกลุ่ม AI/Tech
2.ผ่อนคลายการเงิน (Monetary Easing) คาดการณ์ว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง พร้อมกับ Global M2 (ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจโลก) ที่ทำ All-Time High เป็นสัญญาณว่าสภาพคล่องในระบบยังมีมหาศาล
3.ลดข้อจำกัด (Deregulation) รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ช่วยปลุกดีลการควบรวมกิจการ (M&A) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้ง
“อีกความเสี่ยงที่ต้องติดตาม คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ยังอยู่ที่ระดับ 4.13% สะท้อนภาวะ Sticky Inflation หรือเงินเฟ้อฝังตัว ทำให้ต้นทุนทางการเงินในระยะยาวยังคงตึงตัว และคอยดึงเม็ดเงินไม่ให้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล”
ขณะที่ในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มทำ 3 โครงการ ที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์สินทรัพย์ดิจิทัลให้เป็น Asset Class ที่จับต้องได้จริง
ประกอบด้วย 1.Crypto ETF & Futures ก.ล.ต. เริ่มออกไลเซนส์พิเศษเพื่อให้ บลจ. แนะนำและจัดสรรพอร์ตการลงทุนในคริปโตได้เป็นทางการ เพื่อดึงเม็ดเงินที่เคยไหลออกไปต่างประเทศให้กลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย และ Crypto Futures ที่เตรียมเปิดตัวจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสถาบันและรายย่อยสามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้การกำกับดูแลที่ถูกต้อง
2.การทดสอบ THB Stablecoin ผ่านระบบ Programmable Payment ที่มีเงินบาทหนุนหลังแบบ 1:1 คาดว่าจะได้เห็นการใช้งานจริงภายในปีนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำจัดความเสี่ยงในการชำระราคา (Settlement Risk) และปลดล็อกให้การโอนเงินระหว่างประเทศเสร็จสิ้นได้ภายใน 1 นาที การพัฒนานี้จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการเทรดแบบ 24 ชั่วโมง
และ 3.Bond Token โปรเจ็กต์เรือธงของ ก.ล.ต. กำลังเร่งทดสอบการย้ายผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่คุ้นเคย เช่น พันธบัตร และหน่วยลงทุนขึ้นมาอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยมุ่งเน้นที่การสร้างมาตรฐานการซื้อขายข้ามแพลตฟอร์ม ที่นักลงทุนสามารถซื้อและขายโทเค็นระหว่างแพลตฟอร์มได้ทันทีโดยไม่ต้องโอนย้ายด้วยวิธีแบบเก่า
“นิรันดร์” พูดถึงแผนการดำเนินงานของ Binance TH ในปีนี้ด้วยว่า จะมีการพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อตอกย้ำจุดยืนการเป็นศูนย์ซื้อขายที่มุ่งเน้น User-Centric ช่วยผู้ลงทุนมองเห็นทิศทางตลาด เช่น FEAR & GREED Index ติดตามตลาดแบบเรียลไทม์ และลิสต์รายการท็อป 5 พร้อมให้วางกลยุทธ์ CRYPTO MARKET CAP & VOLUME ติดตามตลาด วิเคราะห์ Volume เพื่อจับสัญญาณตลาด DAILY INSIGHT สรุปข่าวสารสำคัญ และ Insight ที่นักลงทุนต้องรู้ และ SPOTLIGHT CRYPTO สร้าง Spotlight ส่วนตัวเพื่อเฝ้าตามราคาเรียลไทม์ เป็นต้น
“ปัจจุบัน Binance TH มีเหรียญให้บริการกว่า 400 เหรียญ มียอดผู้ใช้เติบโต 400% ภายใน 1 ปี ซึ่งที่ผ่านมาพยายามเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วยการให้ความรู้กับภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน”
ผู้บริหาร Binance TH ทิ้งท้ายด้วยว่า ปี 2026 คือปีแห่งการยืนยันตัวตนของสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ใช่แค่เครื่องมือเก็งกำไร แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจโลก เมื่อกฎหมายชัดเจน เทคโนโลยีใช้งานง่าย และเม็ดเงินสถาบันเข้ามาจริง จะได้เห็นตลาดที่มีเสถียรภาพและมีการใช้งานจริงในวงกว้าง