กกพ. จ่อดึงเงิน Claw Back 9.4 พันล้านบาท อุดหนุนค่าไฟ 13 สตางค์ ย้ำต้องพิจารณาถี่ถ้วนก่อนประกาศ พร้อมดูแลภาระหนี้ กฟผ.-ปตท. เพราะเป็นเสาหลัก เผยต้องเร่งกระจายแหล่งนำเข้าก๊าซ
21 มี.ค. 2569 – นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของตลาดพลังงานโลกในปัจจุบันสะท้อนบทเรียนสำคัญว่าประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงมีความเปราะบางต่อวิกฤต กกพ. จึงให้ความสำคัญกับการดูแลราคาค่าไฟของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กกพ. มีเงินเรียกคืนจาก 3 การไฟฟ้า หรือ คอลแบ็ก (Claw Back) ในปัจจุบันมีเหลืออยู่ที่ 9,400 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ให้หมดเพราะเป็นเงินของประชาชน ซึ่งเงินในส่วนนี้คาดว่าจะว่าจะสามารถเข้ามาอุดหนุนราคาค่าไฟได้เพียง 13 สตางค์ แต่การที่ประกาศค่าไฟจะต้องมีการประเมินให้ถี่ถ้วนก่อน เพราะจะต้องดูทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน หากประกาศไปล่วงหน้าและสถานการณ์เปลี่ยนอาจจะทำให้เกิดการผิดพลาดได้
ขณะที่การดูแลภาระหนี้ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จะต้องให้ กฟผ. เตรียมรับมือเรื่องการเงินด้วย เพื่อไม่ให้กลับไปรับภาระแบกหนี้แบบเดิมได้ เพราะต้องยอมรับว่าตอนนี้ กฟผ. เป็นเสาหลักหากกระทบรุนแรง อาจจะเสี่ยงมาถึงความมั่นคง โดยปัจจุบันกฟผ. ยังมีภาระหนี้คงค้างประมาณ 4 หมื่นล้านบาท และ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) แฝยังแบกภาระค่าเชื้อเพลิงอีกประมาณ 1.2 – 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีเรื่องของดอกเบี้ยที่ต้องนำมาคิดในค่าไฟด้วย
นายพูลพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก ซึ่งได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ เหตุอิสราเอลโจมตี South Pars การ์ตา ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งนำเข้าไทย ขณะที่ไทยนำเข้าก๊าซจากการ์ตา ไม่ถึง 10% โดยไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าประมาณ 57% และกว่าครึ่งเป็นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ต้องนำเข้า ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าผันผวนตามราคาตลาดโลก ดังนั้นจึงต้องประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะในตลาดจร(Spot) LNG ที่มีความผันผวนสูง
ทั้งนี้ แนวทางรับมือของภาครัฐคือการเร่งกระจายแหล่งพลังงาน ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถ่านหิน พลังน้ำจากในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในส่วนของการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่
“เราจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากปัจจัยด้านต้นทุนเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูง โดยเฉพาะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อราคาก๊าซในตลาดโลก จึงต้องรวบรวมข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนประกาศอัตราใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเหมาะสมมากที่สุด แต่ยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดหาพลังงานเพียงพอ ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน แต่ขอความร่วมมือในการประหยัดพลังงาน เพื่อลดภาระต้นทุนของประเทศ”นายพูลพัฒน์ กล่าว
ขณะที่ แนวโน้มราคาก๊าซ LNG ในตลาดโลก ปัจจุบันมีความผันผวน โดยเคยพุ่งสูงถึง 47 เหรียญสหรัฐต่อล้านบีทียูในช่วงวิกฤตรัสเซีย–ยูเครน โดยล่าสุดปรับขึ้นแตะระดับประมาณ 25 เหรียญสหรัฐ จากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ราคาดังกล่าวอาจเป็นเพียงระยะสั้นจากภาวะตื่นตระหนกของตลาด และยังต้องติดตามทิศทางในระยะต่อไป สำหรับช่วงฤดูร้อนและเทศกาลสงกรานต์ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูง
นอกจากนี้ ยังมีแนวทางเพิ่มการใช้พลังงานจากแหล่งภายในประเทศ เช่น โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้ก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการพิจารณานำโรงไฟฟ้าเดิมกลับมาใช้งาน เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดต้นทุนโดยรวมในช่วงที่ราคาก๊าซยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ การประกาศอัตราค่าไฟฟ้างวดใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้ในช่วงเดือนพ.ค. – ส.ค. อาจต้องใช้เวลาเพิ่มเติมในการประเมินสถานการณ์ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด