ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพที่รัดตัวชาวอเมริกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองครั้งใหญ่ด้วยการยื่นคำร้องขออนุมัติงบประมาณเพิ่มเติม (Supplemental Request) สูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.2 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้ในปฏิบัติการสงครามกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 21
พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยืนยันถึงตัวเลขดังกล่าวระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แม้จะระบุว่าตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์
“การกำจัดพวกคนชั่วต้องใช้เงิน” เฮกเซธกล่าวต่อสื่อมวลชน พร้อมย้ำว่า จำเป็นต้องของบประมาณจากสภาคองเกรสเพื่อชดเชยสิ่งที่จ่ายไปแล้วและเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการเติมคลังแสงที่ร่อยหรอ
นับตั้งแต่เปิดฉากโจมตีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีการเปิดเผยว่า สหรัฐฯ ใช้เงินไปแล้วกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยวันละเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ เพื่อแลกกับการห้ำหั่น ณ ปัจจุบัน
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะพยายามผลักดันสงครามนี้ แต่สมาชิกพรรครีพับลิกันหลายรายเริ่มออกมาแสดงความกังวลอย่างรุนแรง
ด้าน ลอเรน โบเบิร์ต สส.โคโลราโด ประกาศกร้าวว่าจะ “ไม่โหวตรับ” งบประมาณสงครามนี้เด็ดขาด โดยระบุว่าเบื่อหน่ายกับกลุ่มอุตสาหกรรมการทหารที่สูบภาษีประชาชน ขณะที่คนในเขตพื้นที่ของเธอกำลังดิ้นรนกับค่าครองชีพ
ลิซ่า เมอร์คาวสกี้ สว.ของอลาสก้า วิจารณ์การขยายตัวของสงครามที่เกินขอบเขตเป้าหมายทางทหาร จนกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก และตำหนิรัฐบาลที่แจ้งข้อมูลผ่านสื่อแทนที่จะรายงานสภาคองเกรสอย่างเป็นทางการ
ขณะที่ ชิป รอย สส.จากเท็กซัส และโธมัส แมสซี่ สส.เคนทักกี ตั้งคำถามถึง “แผนการสุดท้าย” (Game plan) และกังวลว่านี่จะเป็นการเซ็นเช็คเปล่าที่นำไปสู่สงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น (Forever War)
พรรคเดโมแครตถล่มยับ “เงินนี้ช่วยคนได้ทั้งประเทศ”ฟากพรรคเดโมแครตนำโดย เกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ออกมาโจมตีว่านี่คือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ การเปรียบเทียบเชิงสถิติจากนิวซัมระบุว่า เงิน 2 แสนล้านดอลลาร์นี้ สามารถนำไปขยายสวัสดิการด้านสาธารณสุข (ACA) ได้ถึง 7 ปี หรือจัดหาบัตรสวัสดิการอาหาร (SNAP) ให้คนได้ถึง 2 ล้านคน
ทั้งนี้จากการที่อิหร่านปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ย 80 เซนต์ต่อแกลลอน นับตั้งแต่เริ่มสงคราม นอกจากนี้ในสัปดาห์เดียวกับที่มีการของบสงคราม หนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ได้พุ่งทะลุหลัก 39 ล้านล้านดอลลาร์ (39 Trillion) เป็นประวัติการณ์ ซึ่งสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่ยังไม่คลี่คลาย
สุดท้ายสงครามอิหร่านที่เปิดฉากโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรส กำลังกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางการเมืองของรัฐบาลทรัมป์ เมื่อทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและผลกระทบที่ประชาชนต้องแบกรับ
ที่มา : Time
สำรวจประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศเพิ่มเติม