เพราะงี้เอง คนญี่ปุ่นถึงรักคนไทย มากที่สุด แต่แอบมีเรื่อง “อิหยังวะ”
GH News March 24, 2026 11:10 PM

จากการสำรวจของ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งทำเป็นประจำทุกปี มักพบว่าไทย ติดอันดับคนญี่ปุ่นมีความรู้สึกดีด้วยรองจากไต้หวัน เสมอๆ

นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่มาไทยดูผ่อนคลายเป็นพิเศษ จะแสดงออกร่างเริง ผ่อนคลาย เฮฮากว่าตอนอยู่บ้านเกิด ยิ้มง่าย พูดคุยกับคนไทยแบบเปิดใจ บางคนกลับมาซ้ำทุกปี บางคนย้ายมาอยู่เลย

ไทยมีชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย 70,421 คน กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีคนญี่ปุ่นอยู่มากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากลอสแอนเจลิส คนไทยที่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่น 65,398 คน

เพราะไทยคือสิ่งที่ญี่ปุ่นไม่มี

สังคมญี่ปุ่น มีคำที่อธิบายความกดดันของคนในชาติ ไม่ว่าจะเป็น kuuki wo yomu หรือ “อ่านอากาศในห้อง” หมายถึงการต้องรับรู้บรรยากาศและความรู้สึกของคนรอบข้างตลอดเวลา ไม่ให้พลาดทำอะไรผิดที่ผิดทาง

คนญี่ปุ่นต้องระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา พอมาเจอคนไทยที่ยิ้มให้โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ตัดสิน ไม่กดดัน ไม่คาดหวังให้คุณทำตามวัฒนธรรมของพวกเขา ให้ความรู้สึกเหมือนได้หายใจเต็มปอดครั้งแรก

คนญี่ปุ่นหลายคนที่มาไทยบอกว่านี่คือสิ่งแรกที่รู้สึกได้ตั้งแต่ก้าวออกจากสนามบิน ว่าที่นี่ไม่มีใครมองว่าพวกเขาทำอะไรถูกหรือผิด

ถ้ามองลึกลงไป ไทยกับญี่ปุ่นมีฐานค่านิยมหลายอย่างที่คล้ายกันอย่างน่าแปลกใจ เราให้ความสำคัญกับมารยาท ความเกรงใจ การเคารพผู้ใหญ่ ไม่ทำให้คนอื่นอับอาย แต่วิธีแสดงออกต่างกัน

ญี่ปุ่นแสดงออกผ่านความเป๊ะ ความเงียบ ปฏิบัติตามแนวทางย่างเคร่งครัด ไทยแสดงออกผ่านรอยยิ้ม ความยืดหยุ่น และการประณีประนอมทางออกที่ทุกคนยอมรับได้ร่วมกัน อย่างเพลงพี่เบิร์ด ธงไชย ว่า สบายสบาย

ญี่ปุ่นที่อยู่กับความแข็งทื่อของระเบียบมาทั้งปีพอมาเจอความนุ่มนวลแบบไทย มันรู้สึกไม่ใช่แค่ดี แต่รู้สึก พอดี

คนญี่ปุ่นที่มาอยู่ไทยระยะยาวมักพูดถึง “ความรู้สึกเป็นอิสระ” ไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ไม่ดี แต่หมายถึงการที่ไทยไม่มีแรงกดดันทางสังคมแบบเดียวกัน ที่นี่ไม่มีใครมองว่าเขาอยู่ในลำดับชั้นไหน ทำตามกฎของบริษัทได้ดีแค่ไหน หรือแต่งงานช้าเกินไปหรือเปล่า

สำหรับคนที่เติบโตมาในสังคมที่สายตาของคนอื่นมีน้ำหนักมากขนาดนั้น การมาอยู่ในที่ที่ใครไม่รู้จัก ไม่ตัดสินคุณ มันไม่ใช่แค่การพักผ่อน มันคือการได้เป็นตัวเองอีกครั้ง นั่นคือสิ่งที่ไทยให้คนญี่ปุ่นได้ ในแบบที่หลายประเทศให้ไม่ได้

ไทยญี่ปุ่น ไม่มีบาดแผลสงครามร่วมกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียหลายแห่งยังมีเงาของประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทับอยู่ ซึ่งบางประเด็นยังคงเป็นแหล่งความตึงเครียดในระดับรัฐบาลและในสังคมทั่วไปมาจนถึงทุกวันนี้

แต่ญี่ปุ่นกับไทย ไม่มีบาดแผลแบบนั้น

ทั้ง 2 ประเทศไม่เคยทำสงครามกัน ไม่มีเหตุการณ์ที่ฝังอยู่ในความทรงจำร่วมของชาติแบบเจ็บปวด เมื่อความสัมพันธ์ไม่มีภาระจากอดีต การมองหน้ากันในปัจจุบันก็ทำได้สนิทใจกว่า

แม้ว่าในช่วงหลังของสงครามโลกครั้งที่ 2 การทูตไทยจะไปเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ในช่วงแรก รัฐบาลไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกตามแนวชายฝั่งภาคใต้กับภาคตะวันออกของไทยในวันที่ 8 ธันวาคม 2484 เพื่อขอใช้ไทยเป็นทางผ่านไปโจมตีฐานที่มั่นของทหารอังกฤษในพม่ากับมลายู เพราะไทยมีกำลังพลน้อยกว่ามาก ทหารไทยต้านทานได้เพียงระยะสั้น รัฐบาลตัดสินใจยอมให้กองทัพญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศ

หลังจากนั้น รัฐบาลไทยเปลี่ยนท่าทีไปลงนามเป็นพันธมิตรทางทหารกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกากับอังกฤษในวันที่ 25 มกราคม 2485 ฝ่ายญี่ปุ่นมอบดินแดนบางส่วนในมลายูกับรัฐฉานให้ไทยปกครองเป็นการตอบแทน ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพ สร้างเส้นทางรถไฟ นำทรัพยากรของไทยไปใช้สนับสนุนการทำสงคราม

ไทยจึงโชคดี รอดพ้นความโหดเหี้ยมจากฝีมือทหารญี่ปุ่น ไม่เหมือนเกาหลีใต้กับจีน

แต่ตอนนั้น คนไทยกลุ่มหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของรัฐบาล หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ปฏิเสธการส่งมอบคำประกาศสงครามให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกา ท่านก่อตั้งขบวนการเสรีไทยร่วมกับคนไทยในต่างประเทศ ลักลอบทำงานใต้ดินร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร สมาชิกเสรีไทยคอยส่งข่าวกรอง ช่วยเหลือนักบินสัมพันธมิตรที่เครื่องตกในไทย เพื่อต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น

เมื่อสงครามยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม 2488 รัฐบาลไทยชุดใหม่ประกาศให้การประกาศสงครามก่อนหน้านี้เป็นโมฆะ สหรัฐอเมริกายอมรับการประกาศสันติภาพของไทยจากผลงานของขบวนการเสรีไทย ไทยจึงรอดพ้นจากสถานะประเทศผู้แพ้สงคราม รัฐบาลไทยยอมคืนดินแดนที่ได้มาช่วงสงครามทั้งหมดให้เจ้าของเดิมเพื่อปรับความเข้าใจกับรัฐบาลอังกฤษ

ไทยจึงกลายเป็นว่าเข้ากับทุกฝ่าย ไม่เป็นศัตรูกับใครเลย จนไม่แปลกที่จะมีงานวรรณกรรมแหวกแนวอย่าง “คู่กรรม” ของ ทมยันตีออกมา ที่ไม่ได้โรแมนติไซซ์สงคราม แต่ก็นำเสนอภาพของทหารญี่ปุ่นในฐานะ ชายชาติทหารที่มีรักแท้อย่าง “โกโบริ”

ไทยญี่ปุ่นมหามิตร ยามลำบากไม่ทิ้งกัน

มีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่คนญี่ปุ่นหลายคนพูดถึงเมื่อถูกถามถึงความรู้สึกต่อไทย นั่นคือแผ่นดินไหวและสึนามิใหญ่ที่ญี่ปุ่นในปี 2554, อุทกภัยปี 2561

ในช่วงวิกฤตนั้น ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ส่งความช่วยเหลือทั้งในแง่ทรัพยากรและการแสดงน้ำใจในรูปแบบต่างๆ อย่างรวดเร็วและจริงใจ

รัฐบาลไทยอนุมัติเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5 ล้านบาททันทีหลังเกิดมหันตภัย คณะรัฐมนตรีอนุมัติงบเพิ่มเติมอีก 200 ล้านบาท รัฐบาลนำเงินส่วนนี้ไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม เวชภัณฑ์ส่งไปให้ผู้ประสบภัย รัฐบาลไทยจัดส่งข้าวหอมมะลิ 10,000 ตันพร้อมข้าวเหนียวขาว 5,000 ตันไปช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

หน่วยงานภาครัฐส่งอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน ผ้าห่ม เสื้อกันฝน อุปกรณ์ยังชีพ กองทัพอากาศ กองทัพเรือร่วมกับบริษัทการบินไทยสนับสนุนการขนส่งสิ่งของไปถึงประเทศญี่ปุ่น

กระทรวงการต่างประเทศส่งทีมค้นหาผู้ประสบภัย 22 คนพร้อมสุนัขดมกลิ่น 6 ตัวลงพื้นที่ รัฐบาลจัดเตรียมทีมแพทย์เพื่อดูแลคนไทยในพื้นที่เกิดเหตุ กระทรวงการต่างประเทศเปิดบัญชีธนาคารรับบริจาคเงินจากประชาชน สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เปิดบัญชีรับบริจาคสมทบทุน ภาคเอกชนชาวไทยร่วมบริจาคเงินผ่านสภากาชาดไทย

คนไทยจำนวนมากแห่กันไปบริจาคโลหิตที่ สภากาชาดไทย แสดงความจำนงส่งไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บในญี่ปุ่น ยอดการบริจาคเพิ่มขึ้นถึง 7% ในช่วงเวลานั้น มีแคมเปญให้กำลังใจจากศิลปินและประชาชน เช่น เพลง “Thai For Japan” และข้อความ “Our Hearts are with you… Japan” เพื่อสื่อสารถึงความห่วงใย

สิ่งที่คนญี่ปุ่นจำได้คือมันรู้สึกไม่เหมือนแค่การช่วยเหลือเชิงพิธีการ แต่รู้สึกเหมือนเพื่อนแท้ ในปีเดียวกันเมื่อเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในไทย รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญและเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่มาช่วยเหลือไทยเป็นการตอบแทนตอกย้ำมิตรภาพ “มิตรในยามยาก”

ความทรงจำแบบนี้ไม่หายไปไหน มันนอนอยู่ในใจและส่งผลต่อความรู้สึกต่อคนไทยโดยรวมต่อไปอีกนาน

คนญี่ปุ่นมองคนไทย เรื่องอิหยังวะ กับสิ่งที่ประทับใจ

ถ้าอยากรู้ว่าคนอื่นมองเราจริงๆ ยังไง ให้ดูสิ่งที่เขาพูดกันเองในภาษาของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เขาพูดต่อหน้าเรา เมื่อคนญี่ปุ่นพูดถึงคนไทยในโลกออนไลน์ของตัวเอง เรื่องที่โผล่มามีทั้งประทับใจจริงๆ และ “อิหยังวะ” แบบงงไม่ปิดปาก

สิ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่น “อิหยังวะ” กับคนไทย

มะนาวในตู้เย็น

คนญี่ปุ่นที่มาอยู่ไทยหรือแต่งงานกับคนไทยเล่าว่าพบมะนาวผ่าครึ่งวางเปลือยๆ ในตู้เย็น ไม่มีพลาสติกห่อ ไม่มีกล่อง ไม่มีอะไรทั้งนั้น

สำหรับคนญี่ปุ่นที่ระบบบรรจุภัณฑ์และการเก็บรักษาอาหารเป็นเรื่องจริงจังมาก ทำให้งงและตกใจอย่างจริงจัง แต่สำหรับคนไทย มันคือเรื่องธรรมดาที่สุดในโลก เพราะจะเอาไปใช้พรุ่งนี้อยู่แล้ว ห่อทำไม

ความต่างของระดับความละเอียด ในชีวิตประจำวันนี้เองที่ทำให้คนญี่ปุ่นและคนไทยงงกันและกันอยู่เงียบๆ บ่อยครั้ง

“เธอไปทำตาหรือเปล่า น่ารักมากเลย”

คนญี่ปุ่นหลายคนที่มีเพื่อนไทยเล่าว่าสิ่งที่ทำให้ตกใจมากคือคนไทยถามเรื่องศัลยกรรมตรงๆ ในแง่บวกด้วย ไม่ใช่การแซว แต่เป็นการชมจริงๆ ว่าผลลัพธ์ออกมาดี

ในสังคมญี่ปุ่น การพูดถึงศัลยกรรมของคนอื่นตรงๆ คือสิ่งที่ไม่ทำกัน ไม่ว่าจะในแง่ไหน เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัวที่คนส่วนใหญ่ไม่พูดออกมาดังๆ แม้ทุกคนจะรู้อยู่แก่ใจ

แต่ความตรงไปตรงมาของคนไทยในเรื่องนี้ให้ความรู้สึกสองทาง บางคนประหลาดใจแต่รู้สึกดีที่ถูกพูดถึงตรงๆ บางคนก็งงว่านี่ถามได้เลยเหรอ

ความสบาย ที่ดูเหมือนไม่รู้สึกรู้สา

คนญี่ปุ่นบางส่วนบอกว่าสิ่งที่ทำให้งงในตอนแรกคือคนไทยดูไม่ค่อยกังวลกับปัญหา ไม่ว่าจะเรื่องรถติด น้ำท่วม หรืองานที่ยังไม่เสร็จ คนไทยมักยิ้มและบอกว่า “ไม่เป็นไร” ในขณะที่คนญี่ปุ่นจะเครียดหนัก แทบประสาทแดก

สำหรับคนที่เคยชินกับการแก้ปัญหาทุกอย่างล่วงหน้าและไม่ยอมให้มีข้อผิดพลาด มันดูเหมือนความไม่รับผิดชอบในตอนแรก แต่หลายคนก็บอกว่าพออยู่นานๆ เริ่มเข้าใจว่านั่นคือการปรับตัวกับความไม่แน่นอนของชีวิตในแบบที่ตัวเองทำไม่ได้

สิ่งที่คนญี่ปุ่นประทับใจคนไทยจริงๆ

ไม่ตัดสินคนภายนอก

สิ่งที่คนญี่ปุ่นพูดถึงบ่อยที่สุดคือการที่คนไทยไม่ประเมินค่าคนจาก “กล่อง” ที่เขาอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องอาชีพ โรงเรียนเก่า หรือสถานะสังคม ตรงกันข้ามกับสังคมญี่ปุ่นที่ตัดเกรดคนจากนามบัตร มันคือการประกาศตัวตน คนมักถูกประเมินจากบริษัทที่ทำงานก่อนอย่างอื่น

ความจริงใจของรอยยิ้ม

หลายคนอาจคิดว่า “ยิ้มสยาม” เป็นแค่มารยาท แต่คนญี่ปุ่นที่อยู่ไทยนานๆ หลายคนบอกว่าพวกเขาสังเกตออกระหว่างรอยยิ้มที่ต้องยิ้ม กับรอยยิ้มที่รู้สึกจริงๆ บอกว่าคนไทยยิ้มแบบหลังบ่อยกว่าที่คิด

ความอบอุ่นในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด

เมื่อคนญี่ปุ่นได้รู้จักกับคนไทยในระดับที่ใกล้ชิดกว่าแค่นักท่องเที่ยว สิ่งที่หลายคนประทับใจคือความอบอุ่นในความสัมพันธ์ที่รู้สึกได้จริง การถามไถ่ทุกข์สุข การดูแลกัน ให้ความสำคัญกับการมีเวลาด้วยกัน ซึ่งในสังคมที่คนมักยุ่งและห่างเหินกัน สิ่งนี้มีความหมายมาก

เกร็ดประวัติศาสตร์ ออกญาเสนาภิมุข ขุนนางญี่ปุ่นในราชสำนักไทย สมัยอยุธยา

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นมีหลักฐานตั้งแต่สมัยอยุธยาในศตวรรษที่ 16 และ 17 ที่มีชุมชนชาวญี่ปุ่นตั้งถิ่นฐานอยู่ในอยุธยา มีบุคคลจริงที่น่ารู้จักอย่าง ยามาดา นางามาสะ ชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นมามีบทบาทในราชสำนักสยาม เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

นางามาสะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านญี่ปุ่น สมัยนั้นชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเข้ามารับราชการทหาร ยามาดะแสดงความสามารถจนได้เลื่อนขึ้นเป็นหัวหน้ากองทหารอาสาญี่ปุ่น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดเกล้าแต่งตั้งเขาให้มีบรรดาศักดิ์เป็น ออกญาเสนาภิมุข จนมีอำนาจทางการเมืองสูงมากในราชสำนักยุคนั้น

เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมสวรรคต ยามาดะสนับสนุนสมเด็จพระเชษฐาธิราชให้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่ ต่อมาออกญาศรีวรวงศ์ (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง) ต้องการแย่งชิงราชสมบัติ ออกญาศรีวรวงศ์มองว่ายามาดะเป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ ออกญาศรีวรวงศ์จึงหาทางกำจัดหัวหน้าทหารญี่ปุ่นคนนี้ให้พ้นทาง

ราชสำนักอยุธยาส่งยามาดะไปทำศึกที่เมืองนครศรีธรรมราช พร้อมกับมีพระราชโองการแต่งตั้งให้เขาดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ยามาดะนำทัพออกรบกับเมืองกบฏจนได้รับบาดเจ็บที่ขา คนปฐมพยาบาลนำยาพิษมาทาลงบนบาดแผลแทนยารักษา ยามาดะ นางามาซะ เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2173

การที่ชาวญี่ปุ่นสามารถเข้ามาตั้งรกรากและมีบทบาทในสยามได้ในยุคนั้น สะท้อนให้เห็นว่าไทยมีความเปิดรับต่างชาติในระดับที่ไม่ธรรมดา ความสัมพันธ์นั้นก็ไม่ได้เป็นแค่การค้าขาย แต่มีความไว้วางใจอยู่ในนั้นด้วย

ข่าวล่าสุด
© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.