‘คลัง’ รับลุยศึกษาเก็บภาษีลาภลอยธุรกิจโรงกลั่น ดึงโมเดลต่างประเทศเป็นต้นแบบ รับยังมีข้อโต้แย้งวิธีการจัดเก็บอยู่ ยันหากดำเนินการต้องอยู่บนความถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม และเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ก่อนโยนฝ่ายนโยบายเป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
27 มี.ค. 2569 – นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ยืนยันว่ากระทรวงการคลังจะมีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลโดยเร็วที่สุด ซึ่งขั้นตอนการดำเนินงานจะต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ซึ่งแนวทางดำเนินการมีการหารือเรียบร้อยแล้ว ยังเหลือในส่วนของรายละเอียดต่าง ๆ ที่กำลังเร่งหารือกันอยู่
สำหรับประเด็นเรื่องภาษีลาภลอย (Windfall Tax) สำหรับธุรกิจโรงกลั่นนั้น ยอมรับว่ากระทรวงการคลังได้มีการศึกษาเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว โดยยอมรับว่าขั้นตอนการปฏิบัติ วิธีคิดและแนวทางการดำเนินการยังมีความแตกต่างกับหลายประเทศที่มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าจะมีการจัดเก็บภาษีดังกล่าวหรือไม่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายนโยบาย
ทั้งนี้ จากการศึกษาการเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจในต่างประเทศ แบ่งเป็น 2 กลุ่มสำคัญ คือ กลุ่มขุดเจาะ และกลุ่มกลั่น ซึ่งในส่วนของไทยเป็นประเทศที่มีการนำเข้าน้ำมัน 92% ขณะที่มีการขุดเจาะเองเพียง 8% เท่านั้น และวิธีการคิดภาษีมี 2 แบบ คือ 1. การคิดภาษีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น คูณภาษี และตัวคูณอีก 1 ตัว และ 2. การคิดภาษีจากฐานกำไรในปัจจุบัน เทียบกับฐานกำไรปกติ แล้วคูณอัตราภาษีที่ต้องการเก็บ โดยต้องยอมรับว่าทั้ง 2 วิธีคิด ยังมีข้อโต้แย้งค่อนข้างมากในต่างประเทศ
“การเก็บภาษีลาภลอยจากธุรกิจโรงกลั่นของไทยไม่ได้แปลว่าทำไม่ได้ แต่หากจะต้องทำก็ต้องมาดูว่าจะดำเนินการอย่างไรที่จะถูกต้อง เหมาะสม เป็นธรรม และได้ประโยชน์ตามที่หลักกฎหมายต้องการ ซึ่งเรื่องนี้ สศค. ได้ดำเนินการศึกษาไว้หมดแล้ว ส่วนการตัดสินใจว่าจะดำเนินการหรือไม่เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบาย ซึ่งหากสุดท้ายสรุปว่าจะมีการบังคับใช้จริง ภาษีก็ต้องเป็นระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่โดยปกติ พ.ร.บ. จะเป็นการบังคับใช้ไปข้างหน้า ก็ต้องมานั่งคิดอีกว่า หากบังคับใช้แล้วในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ วันที่กฎหมายมีผลจะช่วยอย่างที่เราต้องการในวันนี้หรือไม่” นายวินิจ กล่าว